

Leave the World Behind
เรื่องย่อ Leave the World Behind
ถ้าเช้าวันหนึ่งที่เราตั้งใจจะพักผ่อนให้เต็มที่กลับกลายเป็นวันที่โลกทั้งใบเงียบหายไปโดยไม่มีคำอธิบาย เราจะทำอย่างไรกันดี นั่นคือคำถามที่ลอยอยู่ในใจตั้งแต่ประโยคแรกของ ทิ้งโลกไว้เบื้องหลัง เรื่องราวที่ชวนให้เราติดตามครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งที่เหนื่อยล้าจากชีวิตในเมืองใหญ่และอยากให้เวลากับกันและกันอย่างแท้จริง อแมนด้าเป็นผู้หญิงเก่งที่ทำงานหนักมาตลอด เธอรู้สึกว่าทุกวันมีแต่เสียงแจ้งเตือน งานที่ไม่มีวันจบ และความสัมพันธ์ในบ้านที่เริ่มห่างเหินไปทีละนิด เธอเลยตัดสินใจจองบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่กลางธรรมชาติ หวังว่าอากาศดี ๆ สระว่ายน้ำใส ๆ และเวลาว่าง ๆ จะช่วยเยียวยาทุกอย่างได้ เคลย์สามีของเธอเป็นคนอบอุ่นและประนีประนอม เขาอยากให้ทริปนี้ราบรื่นที่สุด ส่วนลูก ๆ ทั้งสองก็ตื่นเต้นกับอิสระที่ไม่มีตารางเรียนมาคอยกำกับ ทุกอย่างในตอนแรกเลยดูเหมือนฝันที่จับต้องได้ แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ กลิ่นกาแฟหอม ๆ ลอยอยู่ในครัว เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังอยู่รอบสระน้ำ ความรู้สึกแบบนี้แหละที่ทำให้คนดูอย่างเรายิ้มตามไปด้วย เพราะมันคือภาพของความสุขธรรมดาที่ใครหลายคนโหยหา และยิ่งบรรยากาศอบอุ่นมากเท่าไร ใจเราก็ยิ่งผูกพันกับครอบครัวนี้มากขึ้นเท่านั้น โดยไม่รู้เลยว่าความสงบตรงหน้ากำลังจะกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขา แต่แล้วความฝันก็เริ่มมีรอยร้าวเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่ากลัว สำหรับใครที่กำลังมองหา ดูหนัง ทิ้งโลกไว้เบื้องหลัง เต็มเรื่อง จะได้สัมผัสกับจังหวะการเล่าที่ค่อย ๆ บีบหัวใจแบบไม่ต้องมีฉากระเบิดตูมตามเลย เริ่มจากสัญญาณมือถือที่หายไปเฉย ๆ ทีวีที่ดูไม่ได้ อินเทอร์เน็ตที่หมุนค้างไม่ยอมเชื่อมต่อ จนกลายเป็นความเงียบสนิทที่ผิดปกติอย่างบอกไม่ถูก อแมนด้าพยายามทำใจให้สบายว่าเดี๋ยวคงกลับมาเป็นปกติ แต่ลึก ๆ เธอก็เริ่มกระวนกระวาย เพราะชีวิตของเธอผูกติดกับการติดต่อสื่อสารมาตลอด เคลย์เองก็พยายามขับรถออกไปหาคำตอบข้างนอก แต่สิ่งที่เขาเจอกลับยิ่งทำให้สับสนกว่าเดิม ทั้งถนนที่ว่างเปล่าอย่างประหลาด ผู้คนที่พูดกันไปคนละทิศละทาง และข่าวลือที่ไม่มีใครยืนยันได้เลยว่าจริงหรือไม่ ความน่ากลัวของช่วงนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ที่การไม่รู้อะไรเลยต่างหาก เมื่อเราเคยชินกับการกดดูข่าวได้ในไม่กี่วินาที การถูกตัดขาดแบบนี้เลยเหมือนถูกปิดตาแล้วปล่อยให้ยืนอยู่กลางที่โล่ง ๆ ทุกเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบบ้านเลยดังขึ้นกว่าปกติ ทุกความเงียบที่ยาวนานเกินไปเลยทำให้หายใจไม่ทั่วท้อง และความเป็นส่วนตัวที่เคยเป็นข้อดีของบ้านหลังนี้ก็เริ่มกลายเป็นความโดดเดี่ยวที่กดทับหัวใจของทุกคนในบ้านอย่างช้า ๆ จุดที่ทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้นไปอีกคือคืนที่ประตูบ้านถูกเคาะโดยคนแปลกหน้าสองคนในช่วงเวลาที่ไม่มีใครอยากเปิดประตูให้ใครทั้งนั้น ชายสูงวัยที่แนะนำตัวว่าจีเอชกับลูกสาวของเขาที่ชื่อรูธบอกว่าพวกเขาคือเจ้าของบ้านหลังนี้ตัวจริง พวกเขาขับรถกลับมาจากในเมืองเพราะเกิดเหตุวุ่นวายบางอย่างจนอยู่ต่อไม่ไหว และอยากขอกลับมาพักในบ้านของตัวเองสักคืน อแมนด้าตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที ใจหนึ่งเธอก็เห็นใจเพราะสีหน้าของทั้งสองดูเหนื่อยและกังวลไม่ต่างจากเธอ แต่อีกใจเธอก็อดระแวงไม่ได้ว่านี่คือเรื่องจริงหรือแค่ข้ออ้างเพื่อจะเข้ามาทำอะไรไม่ดีกันแน่ ในโลกปกติเราอาจแค่ขอดูบัตรประชาชนหรือค้นชื่อในอินเทอร์เน็ตก็จบ แต่ในคืนที่ไม่มีไฟ ไม่มีสัญญาณ ไม่มีอะไรยืนยันตัวตนได้เลยแบบนี้ เราจะไว้ใจคำพูดของใครได้บ้าง เคลย์ที่เป็นคนมองโลกในแง่ดีพยายามไกล่เกลี่ยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันไปก่อน ส่วนจีเอชเองก็พยายามวางตัวสุขุมและมีมารยาทที่สุดเพื่อไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดไปกว่าเดิม ขณะที่รูธกลับมองครอบครัวตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามไม่ต่างกัน ความสัมพันธ์ของคนสี่ห้าคนในบ้านหลังเดียวเลยกลายเป็นเหมือนเชือกที่ถูกดึงตึงจากทั้งสองฝั่ง ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง ต่างฝ่ายต่างกลัว และต่างฝ่ายต่างก็อยากปกป้องคนที่ตัวเองรักมากที่สุด ความน่าสนใจคือไม่มีใครเป็นคนร้ายแบบชัดเจนเลย ทุกคนเป็นแค่คนธรรมดาที่พยายามเอาตัวรอดในคืนที่โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และนั่นแหละที่ทำให้เราดูไปก็เอาใจช่วยไปพร้อมกับตั้งคำถามในใจว่า ถ้าเป็นเรา เราจะกล้าเปิดประตูไหม สิ่งที่ทำให้ หนังของ จูเลีย โรเบิร์ตส์ เรื่องนี้ตราตรึงใจมาก ๆ คือการค่อย ๆ พาเราไปสำรวจด้านในของความเป็นมนุษย์มากกว่าจะไล่ล่าหาคำตอบว่าโลกข้างนอกเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ยิ่งเวลาผ่านไป รายละเอียดแปลก ๆ ก็ยิ่งโผล่มาให้เห็นทีละอย่าง ทั้งเสียงดังประหลาดที่ไม่มีที่มา สัตว์ที่พฤติกรรมเปลี่ยนไป รอยยิ้มที่เริ่มฝืนขึ้นเรื่อย ๆ และบทสนทนาบนโต๊ะอาหารที่จากเคยชวนคุยเรื่องสนุก ๆ ก็กลายเป็นการหยั่งเชิงกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ อแมนด้าต้องเรียนรู้ที่จะฟังสัญชาตญาณของตัวเองโดยไม่ปล่อยให้ความกลัวกลืนกินเหตุผล เคลย์ต้องก้าวข้ามความเป็นคนยอมคนเพื่อลุกขึ้นมาเป็นหลักให้ครอบครัวในวันที่ไม่มีใครพึ่งได้ ส่วนจีเอชกับรูธก็มีบาดแผลและความกังวลของตัวเองที่ค่อย ๆ เผยออกมาผ่านการอยู่ร่วมกันอย่างอึดอัด ความหรูหราของบ้านที่เคยน่าอิจฉา ทั้งห้องนั่งเล่นกว้าง ๆ งานศิลปะราคาแพง และวิวป่าเขียว ๆ รอบด้าน ตอนนี้กลับเหมือนฉากละครที่สวยแต่เย็นยะเยือก เพราะยิ่งบ้านเงียบเท่าไร เสียงในหัวของแต่ละคนก็ยิ่งดังขึ้นเท่านั้น คนดูจะรู้สึกเหมือนนั่งอยู่มุมห้องเดียวกับพวกเขา ได้ยินเสียงลมหายใจ ได้เห็นสายตาที่หลบกันไปมา และรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเล็ก ๆ ของความไว้ใจที่กำลังถูกทดสอบอยู่ตลอดเวลา เป็นความระทึกแบบผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เร่งเร้า แต่กดลึกและทิ้งร่องรอยให้คิดต่อ long หลังจากภาพตัดไปแล้ว ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร ก็ต้องบอกว่าเหมาะมากกับคนที่ชอบดราม่าหนัก ๆ ที่สอดแทรกความลึกลับชวนคิด ชวนคุยต่อหลังดูจบ ดูกับแฟนในคืนเงียบ ๆ ก็ดีเพราะจะได้ชวนกันคุยว่าถ้าเจอแบบนี้เราจะตัดสินใจอย่างไร ดูคนเดียวตอนอยากใช้สมาธิอยู่กับหนังดี ๆ สักเรื่องก็ยิ่งอิน เพราะบรรยากาศของหนังจะโอบเราไว้จนไม่อยากลุกไปไหน ส่วนใครที่ชอบดูกับครอบครัวที่มีลูกโตแล้ว เรื่องนี้ก็ชวนให้กลับมามองความสัมพันธ์ในบ้านตัวเองอย่างอ่อนโยนขึ้นว่าในวันที่ไม่มีมือถือ ไม่มีงาน ไม่มีโลกภายนอกมาแย่งเวลา เรายังจะกอดกันแน่นเหมือนเดิมไหม เป็นหนังที่ไม่ต้องมีฉากไล่ล่าก็ลุ้นได้ด้วยใจเต้นแรง และไม่ต้องมีคำตอบสำเร็จรูปทุกอย่างก็อิ่มใจได้ด้วยการได้ทบทวนว่า ความไว้ใจ ความเห็นอกเห็นใจ และการอยู่เคียงข้างกันในวันที่มืดมนที่สุดนั้นมีค่ามากแค่ไหน โดยที่ตอนจบยังคงเหลือพื้นที่ให้เราได้จินตนาการและถกเถียงกันต่ออย่างไม่รู้เบื่อ
ดู Leave the World Behind ออนไลน์
นักแสดง

จูเลีย โรเบิตส์

อีธาน ฮอว์ก

มาเฮอร์ชาลา อาลี

Myha'la

Farrah Mackenzie

Charlie Evans

เควิน เบคอน

Vanessa Aspillaga

Orli Gottesman

Alexis Rae Forlenza

Josh Drennen

Erica Cho
ป้ายกำกับ
- ครอบครัวเอาตัวรอด
- ความไว้ใจคนแปลกหน้า
- จูเลีย โรเบิร์ตส์
- ถูกตัดขาดการสื่อสาร
- บ้านพักตากอากาศ
- หนังระทึกขวัญ
คำค้นหายอดนิยม
- หนังระทึกขวัญ
- ครอบครัวเอาตัวรอด
- บ้านพักตากอากาศ
- ถูกตัดขาดการสื่อสาร
- ความไว้ใจคนแปลกหน้า
- จูเลีย โรเบิร์ตส์

