

The Uprising
เรื่องย่อ The Uprising
ถ้าชีวิตไม่เหลืออะไรให้เสียอีกแล้ว คนธรรมดาคนหนึ่งจะกล้าลุกขึ้นมาท้าทายทั้งอาณาจักรได้ไหม นั่นคือคำถามที่ลอยอยู่ในใจตั้งแต่ภาพแรกของ ดิ อัพไรซิ่ง ลุกฮือปฏิวัติ ที่พาเราย้อนกลับไปในอังกฤษศตวรรษที่ 14 ยุคที่ท้องฟ้าดูหม่นกว่าปกติ ทุ่งนาที่เคยเขียวกลับแห้งแล้งและเงียบเชียบ หมู่บ้านที่เคยมีเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เหลือเพียงซากไม้ไหม้กับเสียงระฆังวิหารที่ดังอย่างโดดเดี่ยว พระเอกของเราไม่ใช่ขุนนาง ไม่ใช่แม่ทัพ ไม่ใช่คนที่มีดาบวิเศษหรือเส้นสายอะไรเลย เขาเป็นแค่ชาวนาคนหนึ่งที่เคยอยากมีชีวิตเรียบง่าย ได้ทำนา ได้กินอิ่ม ได้นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวว่าพรุ่งนี้คนในครอบครัวจะยังอยู่ไหม แต่สงครามที่ยืดเยื้อมานานกับโรคระบาดที่พรากชีวิตคนไปแบบไม่เลือกหน้า ได้พรากทุกอย่างไปจากเขา จนความเศร้าค่อย ๆ กลายเป็นคำถามในใจว่า ถ้าอยู่เฉย ๆ ก็ตายอยู่ดี แล้วทำไมไม่ลองสู้ดูล่ะสักครั้ง สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครหลักมาก ๆ คือเขาไม่ได้เริ่มจากการอยากเป็นฮีโร่เลย เขาเริ่มจากความจนตรอกของคนเป็นพ่อ เป็นเพื่อนบ้าน เป็นคนที่เห็นคนรอบตัวล้มลงทีละคนแล้วทนไม่ไหวอีกต่อไป สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ ไม่ใช่บัลลังก์หรือชื่อเสียง แต่คือสิทธิพื้นฐานที่สุด คือการได้มีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ได้กินอิ่มโดยไม่ถูกขูดรีด ได้ปกป้องคนที่รักโดยไม่ต้องก้มหัวให้ใครตลอดเวลา แต่สิ่งที่ขวางเขาอยู่มันใหญ่มาก ทั้งกำแพงชนชั้นที่ฝังรากมานาน ทั้งกองทัพของกษัตริย์ที่พร้อมด้วยเกราะ ม้า และอาวุธ ทั้งความกลัวที่อยู่ในใจของชาวบ้านเอง เพราะใครจะกล้าเชื่อว่าคนมือเปล่าจะสู้กับอำนาจได้ ช่วงแรกเราจะได้เห็นเขาค่อย ๆ เดินไปเคาะประตูใจคนทีละคน ทั้งชาวนา ช่างฝีมือ คนงาน ครอบครัวที่เหลือรอด ที่ต่างก็บอบช้ำมาเหมือนกัน จากคนแปลกหน้าที่ต่างคนต่างเอาตัวรอด พวกเขาค่อย ๆ กลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากกันและกัน ความสัมพันธ์แบบนี้แหละที่ค่อย ๆ เปลี่ยนชายชาวนาที่แหลกสลายให้กลายเป็นศูนย์รวมความหวัง โดยที่เขาเองก็ยังกลัว ยังสั่น ยังต้องแบกน้ำหนักของการตัดสินใจทุกครั้ง เพราะเขารู้ดีว่าทุกย่างก้าวหมายถึงชีวิตของคนที่ไว้ใจเขา บรรยากาศของเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าดิบและจริงมาก ไม่ได้มาแบบอัศวินเท่ ๆ ในเทพนิยาย แต่เป็นโคลน เลือด ควันไฟ ท้องฟ้าสีเทา เสื้อผ้าเก่า ๆ อาวุธทำมือที่ดูรู้เลยว่าผ่านการใช้งานมาจริง ๆ หนังค่อย ๆ ก่อบรรยากาศจากความเงียบอึดอัดของหมู่บ้านร้าง เสียงคร่ำครวญในโรงพยาบาลสนาม การกดขี่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะสมไปเรื่อย ๆ จนคนดูอย่างเรารู้สึกอึดอัดตามไปด้วย แล้วค่อย ๆ เพิ่มแรงกดดันขึ้นทีละนิด ก่อนจะระเบิดเป็นฉากปะทะที่ทั้งโหดทั้งบีบหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นการสู้แบบประชิดตัวกลางทุ่งโคลน การซุ่มในป่า การเผชิญหน้ากับทหารม้าหุ้มเกราะทั้งที่ในมือมีแค่เครื่องมือทำนากับใจล้วน ๆ เสียงกลองศึกกับความเงียบหลังการรบก็ทำถึงมาก ดูแล้วเหนื่อยแทน หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็ละสายตาไม่ได้เลย เพราะทุกฉากไม่ได้สู้เอามันอย่างเดียว แต่สู้เพราะจนตรอก สู้เพราะถอยไม่ได้อีกแล้ว และตรงนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่า ดูหนัง ดิ อัพไรซิ่ง ลุกฮือปฏิวัติ เต็มเรื่อง แล้วจะได้มากกว่าแค่ฉากบู๊ แต่ได้ความรู้สึกหนัก ๆ ในใจกลับมาด้วย อีกอย่างที่เราชอบมากคือหนังไม่ได้เล่าสงครามแบบวีรกรรมยิ่งใหญ่ แต่เล่าในฐานะบาดแผลที่กัดกินทุกคน ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งไหนก็เจ็บเหมือนกัน โรคระบาดก็ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนว่าชีวิตคนเรามันเปราะบางแค่ไหน พอความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม คนเราจะยึดอะไรไว้เป็นหลักชัย จะเลือกก้มหัวเพื่อรอดไปวัน ๆ หรือจะเลือกยืนหยัดเพื่ออะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวเอง ความกลัว ความโกรธ ความหวัง ความกล้าหาญมันถูกถักรวมกันอยู่ในตัวละครทุกตัว ไม่มีใครดีสุดขั้วหรือร้ายสุดขั้ว ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง มีคนที่รักต้องปกป้อง มีอดีตที่เจ็บปวด ความอบอุ่นเล็ก ๆ อย่างการแบ่งขนมปังกัน การพยุงกันเดินตอนหมดแรง หรือแค่การนั่งเงียบ ๆ ข้างกองไฟด้วยกัน กลับกลายเป็นฉากที่จำได้ไม่ลืมพอ ๆ กับฉากสงครามเลย มันทำให้เราเข้าใจว่าทำไมคนธรรมดาถึงยอมเอาชีวิตเข้าแลก เพราะบางครั้งสิ่งที่พวกเขาสู้เพื่อมันไม่ใช่ชัยชนะ แต่คือการได้บอกกับตัวเองว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันได้เลือกที่จะไม่ก้มหัวอีกต่อไป ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร เราว่าเหมาะมากกับคนที่ชอบหนังประวัติศาสตร์เข้ม ๆ ที่มีหัวใจ คนที่อินกับเรื่องของคนเล็ก ๆ ที่ลุกขึ้นสู้กับความไม่เป็นธรรม คนที่อยากดูหนังบู๊แบบสมจริง ดิบ ๆ เหนื่อย ๆ แต่มีเหตุผลรองรับทุกคมดาบ ไม่ใช่สู้เอามันอย่างเดียว จะดูกับครอบครัวในคืนวันหยุดแล้วชวนกันคุยต่อเรื่องความยุติธรรมกับราคาของอิสรภาพก็ดี หรือจะดูคนเดียวเงียบ ๆ ในคืนที่รู้สึกเหงา ๆ เหนื่อย ๆ กับโลก แล้วอยากได้พลังใจบางอย่างกลับมาก็เหมาะเหมือนกัน เป็นหนังที่ดูแล้วอาจจะไม่ได้รู้สึกสนุกเบา ๆ แต่จะรู้สึกอิ่มใจแบบหนัก ๆ เหมือนได้ผ่านโคลนและไฟไปพร้อมกับตัวละคร แล้วกลับมานั่งทบทวนว่าถ้าเป็นเรา เราจะกล้าพอไหมที่จะลุกขึ้นในวันที่ไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากกันและกัน
ดู The Uprising ออนไลน์
นักแสดง

แอนดรูว์ การ์ฟิลด์

Jamie Bell

Stephen Dillane

Stephen Dillane

Tom Hollander

Tom Hollander

Woody Norman

Cosmo Jarvis

Tom Hollander

Tom Hollander

Tom Hollander

Tom Hollander
ป้ายกำกับ
- กบฏชาวบ้านสู้อาณาจักร
- ชาวนาลุกฮือปฏิวัติ
- ดิ อัพไรซิ่ง ลุกฮือปฏิวัติ
- สงครามและโรคระบาด
- สู้เพื่อศักดิ์ศรีอิสรภาพ
- อังกฤษศตวรรษที่ 14
คำค้นหายอดนิยม
- ดิ อัพไรซิ่ง ลุกฮือปฏิวัติ
- อังกฤษศตวรรษที่ 14
- ชาวนาลุกฮือปฏิวัติ
- สงครามและโรคระบาด
- สู้เพื่อศักดิ์ศรีอิสรภาพ
- กบฏชาวบ้านสู้อาณาจักร

