

The Ministry of Ungentlemanly Warfare
เรื่องย่อ The Ministry of Ungentlemanly Warfare
ถ้าโลกกำลังจะพังตรงหน้าแล้วเรายังต้องรักษามารยาทของผู้ดีไว้อยู่ไหม คือคำถามกวน ๆ ที่ลอยอยู่ในใจตั้งแต่ฉากแรกของ แสบจารชน คนพลิกโลก ที่ทำให้เราอดยิ้มไม่ได้ทั้งที่ข้างหลังนั้นคือเงาของสงครามโลกครั้งที่สองที่กำลังกลืนกินยุโรปไปทั้งทวีป เรื่องมันเริ่มในช่วงเวลาที่อังกฤษจนมุมที่สุด นาซีกำลังฮึกเหิม ทะเลถูกปิด เสบียงถูกตัด และความหวังของผู้คนก็ริบหรี่ลงทุกวัน ห้องประชุมของเหล่านายพลเต็มไปด้วยแผนที่ ตรายาง และกฎเกณฑ์ของสงครามแบบสุภาพบุรุษที่ต้องรบกันอย่างขาวสะอาด แต่ความจริงตรงหน้ากลับบอกว่าวิธีแบบเดิม ๆ มันเอาไม่อยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์ที่ทั้งดื้อทั้งใจถึงเลยมองหาทางเลือกใหม่ที่ไม่มีในตำรา เขาไม่ได้ต้องการทหารที่เดินแถวสวยที่สุด แต่ต้องการคนนอกคอกที่กล้าเปื้อนมือ กล้าแหกกฎ และกล้าเอาตัวเข้าแลกเพื่อเปิดทางรอดให้คนข้างหลัง โดยมีนักเขียนหนุ่มอย่างเอียน เฟลมมิงมาร่วมวางรากฐานความคิดบ้า ๆ นี้ไปด้วยกัน จากจุดนั้นเองหน่วยลับเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครรับรองอย่างเป็นทางการก็ถือกำเนิดขึ้น เป็นกลุ่มคนที่ถ้าเดินสวนกันบนถนนเราคงคิดว่าเป็นนักเลง นักพนัน หรือพวกปากดีประจำผับ มากกว่าจะเป็นความหวังของชาติ แต่ภายใต้ท่าทีกวนโอ๊ยนั้นคือหัวใจที่อยากพิสูจน์ว่าตัวเองมีค่ามากกว่าตราประทับว่านอกแถว สิ่งที่ทำให้เราผูกพันกับพวกเขาอย่างรวดเร็วก็คือแต่ละคนไม่ได้มารบเพราะอยากเป็นวีรบุรุษเท่ ๆ แต่มาด้วยเหตุผลที่เป็นมนุษย์มาก ๆ บางคนอยากล้างอดีตของตัวเอง บางคนแค่อยากปกป้องเพื่อนข้าง ๆ ไม่ให้ต้องตายฟรี และบางคนก็แค่ทนไม่ได้ที่เห็นคนชั่วเอาเปรียบคนไม่มีทางสู้ หัวหน้าทีมคือพวกมั่นหน้าใจนิ่ง ยิ่งสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานยิ่งยิ้มมุมปากเหมือนกำลังสนุกกับเกมไล่ล่า ส่วนลูกทีมแต่ละคนก็มีของของตัวเอง ทั้งสายบู๊ที่หมัดหนักแต่ใจอ่อน สายวางแผนที่พูดน้อยแต่คิดลึกไปสามชั้น และสายเสน่ห์ที่ยิ้มหวานแต่เหลี่ยมจัดจนใครก็เดาทางไม่ถูก ตอนแรกพวกเขาต่างคนต่างมา ต่างอีโก้ ต่างแผลในใจ คุยกันทีไรก็เหมือนจะตีกันเองก่อนจะได้ตีกับศัตรู แต่พอต้องมาอยู่บนเรือลำเดียวกัน ต้องฝึกด้วยกัน กินด้วยกัน และฝากชีวิตไว้ในมือกันและกัน ความเกเรของพวกเขาก็ค่อย ๆ กลายเป็นภาษาเดียวกัน จากคนที่ไม่มีใครเอา กลายเป็นครอบครัวจำเป็นที่พร้อมจะลุยไปด้วยกัน ความสัมพันธ์แบบนี้แหละที่ทำให้เราลุ้นตาม เพราะเรารู้ว่าพวกเขาไม่ได้สู้ด้วยอาวุธที่ดีที่สุด แต่สู้ด้วยความไว้ใจที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางเสียงระเบิดและมุกตลกแห้ง ๆ สไตล์อังกฤษที่ยิงกันมาตลอดทาง อุปสรรคของพวกเขาไม่ได้มีแค่กองทัพนาซีที่ทั้งโหดทั้งมีระเบียบเท่านั้น แต่ยังมีการเมืองในบ้านตัวเองที่คอยฉุดขาไว้ตลอดเวลา ฝ่ายที่ยึดติดกับเกียรติและกติกามองว่าวิธีของพวกเขามันหยาบคาย ไร้มารยาท และอาจทำให้ประเทศเสียชื่อถ้าเรื่องแดงขึ้นมา ทุกภารกิจเลยต้องทำในเงามืด ไม่มีธง ไม่มีชื่อ ไม่มีใครมารับรองว่าถ้าพลาดแล้วจะได้กลับบ้านอย่างสมเกียรติ พวกเขาต้องแล่นเรือลัดเลาะผ่านน่านน้ำที่เต็มไปด้วยเรือตรวจการณ์ ต้องปลอมตัวปะปนไปกับผู้คนในเมืองท่าที่ไว้ใจใครไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว ต้องวางแผนซ้อนแผน ใช้เล่ห์เหลี่ยม กับดัก และการโจมตีแบบที่ไม่มีในตำรา เพราะถ้าเล่นตามกติกาก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ออกสตาร์ท ความสนุกของเรื่องเลยอยู่ตรงนี้ ตรงที่เราได้เห็นคนตัวเล็ก ๆ ใช้ไหวพริบเข้าสู้กับยักษ์ใหญ่ ทุกครั้งที่แผนเกือบแตก ทุกครั้งที่เกือบถูกจับได้ หัวใจเราจะเต้นแรง แต่แล้วพวกเขาก็พลิกสถานการณ์ด้วยวิธีที่ทั้งบ้าบิ่นและชวนหัวเราะ เหมือนเพื่อนซี้ที่ชอบทำอะไรแผลง ๆ แต่พึ่งพาได้เสมอในเวลาคับขัน และยิ่งเรื่องเดินไปข้างหน้า เราก็ยิ่งเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงยอมทิ้งความเป็นสุภาพบุรุษไว้ข้างหลัง ไม่ใช่เพราะไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี แต่เพราะในวันที่ความชั่วไม่เล่นตามกติกา การมัวแต่รักษาฟอร์มก็เท่ากับปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องตายไปต่อหน้าต่อตา สำหรับใครที่อยาก ดูหนัง แสบจารชน คนพลิกโลก เต็มเรื่อง แบบเอาให้อิ่ม ๆ บอกเลยว่าเตรียมใจไว้เจอทั้งฉากลุ้นจนจิกเบาะและฉากที่ต้องหลุดขำออกมาโดยไม่รู้ตัวสลับกันไปตลอดทั้งคืน อีกอย่างที่ทำให้เรื่องนี้ดูแล้วอิ่มใจมาก ๆ คือมันไม่ได้ขายแค่ความมัน แต่ขายความหมายของคำว่าเพื่อนและความเสียสละโดยไม่ต้องพูดคำใหญ่ ๆ ให้เขินเลย เราจะเห็นคนปากแข็งค่อย ๆ ยอมรับว่าตัวเองกลัว แต่ก็ยังเลือกจะเดินไปข้างหน้าเพราะไม่อยากทิ้งเพื่อนไว้ข้างหลัง เห็นคนที่ไม่เคยเชื่อใจใครเลยยอมเอาหลังพิงกันในวงล้อมของศัตรู เห็นรอยยิ้มกวน ๆ ที่ตอนแรกดูเหมือนไม่แคร์โลก ค่อย ๆ กลายเป็นรอยยิ้มที่อยากปกป้องโลกใบเล็ก ๆ ของพวกพ้องตัวเองให้ได้ บรรยากาศยุคสี่สิบทำถึงมาก ทั้งเครื่องแบบ เรือ อาวุธ ผับมืด ๆ เพลงเก่า ๆ และห้องลับใต้ดินที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่กับแผนที่ขีด ๆ เขียน ๆ มันพาเราหลุดเข้าไปอยู่ในยุคนั้นจริง ๆ ส่วนจังหวะหนังก็ไว กระชับ ดูเพลิน ไม่ปล่อยให้เบื่อ มีทั้งการลอบเร้น การหักเหลี่ยมเฉือนคมด้วยคำพูด และการบู๊แบบกองโจรที่คาดเดาไม่ได้จนต้องร้องในใจว่าเอาอย่างนี้เลยเหรอ แต่ทั้งหมดก็ยังเล่าด้วยหัวใจที่อบอุ่น ไม่โหดจนดูไม่ไหว และไม่เบาจนไม่มีอะไรให้จำ ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร เราว่าเหมาะมากสำหรับคนดูหนังกับครอบครัวในคืนวันหยุดที่อยากได้อะไรที่ครบรส ดูสนุกคุยกันได้ทุกวัยแบบไม่ต้องเครียดจนปวดหัว เหมาะกับคนที่นอนไม่หลับคืนเหงา ๆ แล้วอยากได้เพื่อนร่วมทางบ้า ๆ สักกลุ่มมาทำให้ยิ้มออก เหมาะกับสายลุ้นสายวางแผนที่ชอบดูคนฉลาด ๆ หักเหลี่ยมกันไปมา และเหมาะสุด ๆ กับคนที่เบื่อหนังสงครามสูตรเดิมที่ขรึมและหนักอึ้ง แต่อยากได้หนังสงครามที่มีหัวใจ มีเสียงหัวเราะ และมีความเป็นมนุษย์เต็มไปหมด ดูจบแล้วคุณอาจไม่ได้จำรายละเอียดของยุทธการได้ทุกจุด แต่คุณจะจำความรู้สึกได้ว่าเคยมีกลุ่มคนธรรมดากลุ่มหนึ่งที่ยอมเป็นคนนอกคอกเพื่อให้คนอีกหลายล้านได้มีพรุ่งนี้ต่อไป และความรู้สึกอิ่ม ๆ แบบนั้นแหละที่จะยังอยู่กับเราไปอีกนานโดยที่เราไม่ต้องรู้เลยว่าตอนจบของภารกิจจะลงเอยแบบไหน ขอแค่นั่งลง เปิดใจ แล้วออกเดินทางไปกับพวกเขา รับรองว่าจะทั้งลุ้น ทั้งขำ และทั้งรักพวกแสบกลุ่มนี้โดยไม่รู้ตัว
ดู The Ministry of Ungentlemanly Warfare ออนไลน์
นักแสดง

เฮนรี แควิลล์

เอซ่า กอนซาเลซ

Alan Ritchson

เฮนรี่ โกลดิง

Cary Elwes

Alex Pettyfer

บาบส์ โอลูซันโมกุน

ฮีโร ไฟนส์-ทิฟฟิน

Rory Kinnear

ทิล ชไวเกอร์

Freddie Fox

James Wilby
ป้ายกำกับ
- ภารกิจนอกตำรา
- มิตรภาพนักรบ
- วินสตัน เชอร์ชิลล์
- สงครามโลกครั้งที่สอง
- หน่วยรบพิเศษลับ
- หนังแอ็กชันคอมเมดี้
- เอียน เฟลมมิง
- แสบจารชน คนพลิกโลก
คำค้นหายอดนิยม
- แสบจารชน คนพลิกโลก
- สงครามโลกครั้งที่สอง
- หน่วยรบพิเศษลับ
- วินสตัน เชอร์ชิลล์
- เอียน เฟลมมิง
- ภารกิจนอกตำรา
- หนังแอ็กชันคอมเมดี้
- มิตรภาพนักรบ

