Tomb Raider

Tomb Raider

ทูม เรเดอร์
★ 6.4/10 2018 118 นาที ภาพยนตร์ จินตนาการ บู๊ ผจญ
ตัวอย่าง

ตัวอย่าง Tomb Raider

เรื่องย่อ Tomb Raider

ถ้าเป็นเราที่ต้องเซ็นชื่อรับรู้ว่าพ่อที่หายไปนานถึงเจ็ดปีได้จากไปแล้วจริง ๆ เราจะกล้าเซ็นไหม นั่นคือคำถามที่ค้างอยู่ในใจของลาร่า ครอฟท์ ตั้งแต่ฉากแรกของ ทูม เรเดอร์ ที่ทำให้เรารู้สึกเลยว่าเรื่องนี้ไม่ได้จะเล่าแค่การผจญภัยล่าสมบัติ แต่มันเล่าถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังไม่พร้อมจะบอกลา แล้วถ้าใครกำลังหาที่ ดูหนัง ทูม เรเดอร์ เต็มเรื่อง แบบที่ได้ทั้งความมันและความอิ่มใจในเรื่องเดียว บอกเลยว่าเรื่องนี้มีครบในแบบที่ดูจบแล้วจะยังคิดถึงความสัมพันธ์ของพ่อลูกไปอีกพักใหญ่ เพราะมันเริ่มต้นจากชีวิตธรรมดามาก ๆ ของลาร่าในลอนดอน วันที่เธอวิ่งส่งอาหาร เรียนบ้าง ทำงานบ้าง ใช้ชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเองโดยไม่แตะเงินหรือชื่อของตระกูลครอฟท์เลย เธอดูเป็นคนเก่ง เอาตัวรอดได้ แต่ลึก ๆ แล้วเหมือนชีวิตหยุดอยู่กับที่มาตั้งแต่วันที่พ่อหายไป เธอไม่ยอมรับมรดก ไม่ใช่เพราะไม่อยากได้ แต่เพราะการเซ็นชื่อนั้นมันเหมือนการยอมรับว่าพ่อไม่อยู่แล้วจริง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หัวใจของลูกสาวคนหนึ่งยังทำไม่ได้เลย สิ่งที่ผลักให้ลาร่าต้องลุกขึ้นมาออกเดินทางจริง ๆ ไม่ใช่ความอยากได้สมบัติหรือความคึกคะนองอยากผจญภัยเลยนะ แต่เป็นความคิดถึงกับความค้างคาใจที่สะสมมานานหลายปี เธออยากรู้ว่าช่วงเวลาสุดท้ายของพ่อ พ่อกำลังตามหาอะไรอยู่ พ่อเป็นคนแบบไหนกันแน่ และความปรารถนาสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้มันมีความหมายอะไรกับเธอ เบาะแสเล็ก ๆ ที่พ่อทิ้งไว้พาเธอไปสู่เรื่องเล่าของเกาะลึกลับแห่งหนึ่งแถวชายฝั่งญี่ปุ่น เกาะที่ไม่มีบนแผนที่ทั่วไป เต็มไปด้วยตำนานน่ากลัวและเรื่องเล่าของพายุที่ไม่ยอมให้ใครเข้าออกง่าย ๆ สำหรับคนอื่นมันอาจฟังดูเหมือนเรื่องเพ้อฝันของนักสำรวจที่หมกมุ่นเกินไป แต่สำหรับลาร่ามันคือเชือกเส้นสุดท้ายที่เชื่อมเธอกับพ่อ เธอเลยยอมทิ้งชีวิตที่พอจะประคองได้ในลอนดอนไว้ข้างหลัง แล้วเลือกเสี่ยงออกทะเลไปทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเจออะไรรออยู่ ความรู้สึกแบบนี้มันจริงมากเลย เหมือนเวลาที่เรามีเรื่องค้างคากับคนที่เรารัก แล้วเรายอมทำอะไรบ้า ๆ เพื่อจะได้คำตอบสักข้อให้หัวใจมันได้วางลงสักที พอเท้าของเธอเหยียบขึ้นบนเกาะนั้นจริง ๆ โลกของเรื่องก็เปลี่ยนจากตึกสูงและถนนวุ่นวายในเมืองใหญ่ กลายเป็นป่าทึบ หน้าผาชัน โคลน หิน และสุสานโบราณที่ถูกปิดตายมานับพันปี บรรยากาศมันทั้งกว้างใหญ่ ทั้งโดดเดี่ยว ทั้งกดดันในเวลาเดียวกันเลยนะ ลาร่าในเวอร์ชันนี้ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้ยิงปืนแม่นหรือกระโดดได้อย่างสวยงามโดยไม่เจ็บตัวเลยสักนิด ตรงกันข้าม เธอเจ็บ เธอเหนื่อย เธอหอบ เธอกลัว และต้องเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดแบบนับหนึ่งใหม่หมด ทั้งการปีน การหนี การซ่อนตัว การเอาตัวรอดจากธรรมชาติที่โหดร้ายและจากคนอันตรายที่มาถึงเกาะนี้ก่อนเธอ ทุกแผล ทุกรอยถลอก มันเลยทำให้เรารู้สึกเชียร์เธอแบบใจเต้นไปด้วย เพราะเราเห็นว่าเธอไม่ได้สู้ด้วยพลังพิเศษอะไรเลย เธอสู้ด้วยใจที่ไม่ยอมแพ้กับสัญชาตญาณดิบ ๆ ของคนที่อยากมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อจะได้เข้าใจพ่อมากขึ้นอีกนิด ความสัมพันธ์รอบตัวบนเกาะ ทั้งมิตรภาพจำเป็นจากคนที่ช่วยเหลือเธอ และความตึงเครียดกับกลุ่มคนที่เข้ามาด้วยเป้าหมายคนละอย่าง ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เด็กสาวที่เคยหลงทางในชีวิต เริ่มมองเห็นตัวเองชัดขึ้นว่าเธอเข้มแข็งกว่าที่เธอเคยคิดไว้เยอะเลย อีกอย่างที่ทำให้เราชอบมากคือโทนของเรื่องที่ดิบแต่ก็อบอุ่นในเวลาเดียวกัน ฉากบู๊ผจญภัยทำถึงมาก ทั้งการไล่ล่า การหนีจากกับดักในสุสานที่กำลังถล่ม เสียงหิน เสียงน้ำ เสียงลมหายใจของลาร่าท่ามกลางความมืด มันทำให้เราลุ้นจนเกร็งไปหมด แต่ภายใต้ความมันนั้น หัวใจของเรื่องยังเป็นเรื่องของพ่อกับลูกสาวเสมอ เป็นการเดินทางเพื่อเยียวยาความสูญเสียที่ค้างมาถึงเจ็ดปี เป็นการเรียนรู้ที่จะยืนด้วยขาของตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่แค่การปฏิเสธความช่วยเหลือ แต่คือการไว้ใจตัวเอง กล้าตัดสินใจ และยอมรับว่าการเติบโตบางครั้งมันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด เราจะได้เห็นลาร่าค่อย ๆ เปลี่ยนจากคนที่วิ่งหนีอดีต กลายเป็นคนที่กล้าหันกลับไปมองอดีตเพื่อจะได้ก้าวไปข้างหน้า ความผูกพันที่เธอมีกับพ่อไม่ได้ทำให้เธออ่อนแอลงเลย แต่มันกลายเป็นเหมือนแสงดวงเล็ก ๆ ที่นำทางเธอฝ่าความมืดทั้งในป่าและในใจตัวเอง ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้หนังบู๊ผจญภัยจินตนาการเรื่องนี้ดูมีหัวใจมากกว่าหนังล่าสมบัติทั่วไป ดูแล้วไม่ได้แค่ตื่นเต้น แต่รู้สึกอิ่ม ๆ อบอุ่น ๆ เหมือนเราได้เห็นคนคนหนึ่งค้นพบตัวเองเจอจริง ๆ ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร เราว่าเหมาะมากกับคนที่ชอบหนังผจญภัยแบบสมจริง เจ็บจริง ลุ้นจริง ไม่ใช่แนวซูเปอร์ฮีโร่ที่ชนะง่าย ๆ แต่เป็นแนวคนที่ค่อย ๆ เก่งขึ้นผ่านความพยายาม เหมาะกับคืนที่อยากดูอะไรสนุก ๆ ตื่นเต้น ๆ กับครอบครัวหรือกับเพื่อน แล้วก็เหมาะมากกับคนที่อินกับดราม่าความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องพ่อลูก เพราะดูจบแล้วจะอยากโทรหาคนที่บ้านเลยแหละ ใครที่ชอบบรรยากาศเกาะลึกลับ สุสานโบราณ ตำนานที่ชวนขนลุก ผสมกับแอ็กชันปีนป่ายหนีตายแบบแน่น ๆ น่าจะถูกใจง่ายมาก ส่วนสายดราม่าก็ไม่ต้องกลัวว่าจะดูแต่บู๊แล้วไม่อิน เพราะเส้นเรื่องความรักความคิดถึงที่ลาร่ามีต่อพ่อมันเดินคู่กันไปตลอดทั้งเรื่องเลย ดูได้เพลิน ๆ คนเดียวตอนพักผ่อนก็ได้ ดูกับคนที่บ้านวันหยุดก็ดี เป็นหนังที่ดูจบแล้วได้ทั้งความมันและความรู้สึกอิ่มใจกลับไปพร้อมกันโดยที่ไม่ต้องรู้ตอนจบก่อนเลยจริง ๆ

เรื่องย่อ Tomb Raider

ถ้าเป็นเราที่ต้องเซ็นชื่อรับรู้ว่าพ่อที่หายไปนานถึงเจ็ดปีได้จากไปแล้วจริง ๆ เราจะกล้าเซ็นไหม นั่นคือคำถามที่ค้างอยู่ในใจของลาร่า ครอฟท์ ตั้งแต่ฉากแรกของ ทูม เรเดอร์ ที่ทำให้เรารู้สึกเลยว่าเรื่องนี้ไม่ได้จะเล่าแค่การผจญภัยล่าสมบัติ แต่มันเล่าถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังไม่พร้อมจะบอกลา แล้วถ้าใครกำลังหาที่ ดูหนัง ทูม เรเดอร์ เต็มเรื่อง แบบที่ได้ทั้งความมันและความอิ่มใจในเรื่องเดียว บอกเลยว่าเรื่องนี้มีครบในแบบที่ดูจบแล้วจะยังคิดถึงความสัมพันธ์ของพ่อลูกไปอีกพักใหญ่ เพราะมันเริ่มต้นจากชีวิตธรรมดามาก ๆ ของลาร่าในลอนดอน วันที่เธอวิ่งส่งอาหาร เรียนบ้าง ทำงานบ้าง ใช้ชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเองโดยไม่แตะเงินหรือชื่อของตระกูลครอฟท์เลย เธอดูเป็นคนเก่ง เอาตัวรอดได้ แต่ลึก ๆ แล้วเหมือนชีวิตหยุดอยู่กับที่มาตั้งแต่วันที่พ่อหายไป เธอไม่ยอมรับมรดก ไม่ใช่เพราะไม่อยากได้ แต่เพราะการเซ็นชื่อนั้นมันเหมือนการยอมรับว่าพ่อไม่อยู่แล้วจริง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หัวใจของลูกสาวคนหนึ่งยังทำไม่ได้เลย

สิ่งที่ผลักให้ลาร่าต้องลุกขึ้นมาออกเดินทางจริง ๆ ไม่ใช่ความอยากได้สมบัติหรือความคึกคะนองอยากผจญภัยเลยนะ แต่เป็นความคิดถึงกับความค้างคาใจที่สะสมมานานหลายปี เธออยากรู้ว่าช่วงเวลาสุดท้ายของพ่อ พ่อกำลังตามหาอะไรอยู่ พ่อเป็นคนแบบไหนกันแน่ และความปรารถนาสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้มันมีความหมายอะไรกับเธอ เบาะแสเล็ก ๆ ที่พ่อทิ้งไว้พาเธอไปสู่เรื่องเล่าของเกาะลึกลับแห่งหนึ่งแถวชายฝั่งญี่ปุ่น เกาะที่ไม่มีบนแผนที่ทั่วไป เต็มไปด้วยตำนานน่ากลัวและเรื่องเล่าของพายุที่ไม่ยอมให้ใครเข้าออกง่าย ๆ สำหรับคนอื่นมันอาจฟังดูเหมือนเรื่องเพ้อฝันของนักสำรวจที่หมกมุ่นเกินไป แต่สำหรับลาร่ามันคือเชือกเส้นสุดท้ายที่เชื่อมเธอกับพ่อ เธอเลยยอมทิ้งชีวิตที่พอจะประคองได้ในลอนดอนไว้ข้างหลัง แล้วเลือกเสี่ยงออกทะเลไปทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเจออะไรรออยู่ ความรู้สึกแบบนี้มันจริงมากเลย เหมือนเวลาที่เรามีเรื่องค้างคากับคนที่เรารัก แล้วเรายอมทำอะไรบ้า ๆ เพื่อจะได้คำตอบสักข้อให้หัวใจมันได้วางลงสักที

พอเท้าของเธอเหยียบขึ้นบนเกาะนั้นจริง ๆ โลกของเรื่องก็เปลี่ยนจากตึกสูงและถนนวุ่นวายในเมืองใหญ่ กลายเป็นป่าทึบ หน้าผาชัน โคลน หิน และสุสานโบราณที่ถูกปิดตายมานับพันปี บรรยากาศมันทั้งกว้างใหญ่ ทั้งโดดเดี่ยว ทั้งกดดันในเวลาเดียวกันเลยนะ ลาร่าในเวอร์ชันนี้ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้ยิงปืนแม่นหรือกระโดดได้อย่างสวยงามโดยไม่เจ็บตัวเลยสักนิด ตรงกันข้าม เธอเจ็บ เธอเหนื่อย เธอหอบ เธอกลัว และต้องเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดแบบนับหนึ่งใหม่หมด ทั้งการปีน การหนี การซ่อนตัว การเอาตัวรอดจากธรรมชาติที่โหดร้ายและจากคนอันตรายที่มาถึงเกาะนี้ก่อนเธอ ทุกแผล ทุกรอยถลอก มันเลยทำให้เรารู้สึกเชียร์เธอแบบใจเต้นไปด้วย เพราะเราเห็นว่าเธอไม่ได้สู้ด้วยพลังพิเศษอะไรเลย เธอสู้ด้วยใจที่ไม่ยอมแพ้กับสัญชาตญาณดิบ ๆ ของคนที่อยากมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อจะได้เข้าใจพ่อมากขึ้นอีกนิด ความสัมพันธ์รอบตัวบนเกาะ ทั้งมิตรภาพจำเป็นจากคนที่ช่วยเหลือเธอ และความตึงเครียดกับกลุ่มคนที่เข้ามาด้วยเป้าหมายคนละอย่าง ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เด็กสาวที่เคยหลงทางในชีวิต เริ่มมองเห็นตัวเองชัดขึ้นว่าเธอเข้มแข็งกว่าที่เธอเคยคิดไว้เยอะเลย

อีกอย่างที่ทำให้เราชอบมากคือโทนของเรื่องที่ดิบแต่ก็อบอุ่นในเวลาเดียวกัน ฉากบู๊ผจญภัยทำถึงมาก ทั้งการไล่ล่า การหนีจากกับดักในสุสานที่กำลังถล่ม เสียงหิน เสียงน้ำ เสียงลมหายใจของลาร่าท่ามกลางความมืด มันทำให้เราลุ้นจนเกร็งไปหมด แต่ภายใต้ความมันนั้น หัวใจของเรื่องยังเป็นเรื่องของพ่อกับลูกสาวเสมอ เป็นการเดินทางเพื่อเยียวยาความสูญเสียที่ค้างมาถึงเจ็ดปี เป็นการเรียนรู้ที่จะยืนด้วยขาของตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่แค่การปฏิเสธความช่วยเหลือ แต่คือการไว้ใจตัวเอง กล้าตัดสินใจ และยอมรับว่าการเติบโตบางครั้งมันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด เราจะได้เห็นลาร่าค่อย ๆ เปลี่ยนจากคนที่วิ่งหนีอดีต กลายเป็นคนที่กล้าหันกลับไปมองอดีตเพื่อจะได้ก้าวไปข้างหน้า ความผูกพันที่เธอมีกับพ่อไม่ได้ทำให้เธออ่อนแอลงเลย แต่มันกลายเป็นเหมือนแสงดวงเล็ก ๆ ที่นำทางเธอฝ่าความมืดทั้งในป่าและในใจตัวเอง ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้หนังบู๊ผจญภัยจินตนาการเรื่องนี้ดูมีหัวใจมากกว่าหนังล่าสมบัติทั่วไป ดูแล้วไม่ได้แค่ตื่นเต้น แต่รู้สึกอิ่ม ๆ อบอุ่น ๆ เหมือนเราได้เห็นคนคนหนึ่งค้นพบตัวเองเจอจริง ๆ

ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร เราว่าเหมาะมากกับคนที่ชอบหนังผจญภัยแบบสมจริง เจ็บจริง ลุ้นจริง ไม่ใช่แนวซูเปอร์ฮีโร่ที่ชนะง่าย ๆ แต่เป็นแนวคนที่ค่อย ๆ เก่งขึ้นผ่านความพยายาม เหมาะกับคืนที่อยากดูอะไรสนุก ๆ ตื่นเต้น ๆ กับครอบครัวหรือกับเพื่อน แล้วก็เหมาะมากกับคนที่อินกับดราม่าความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องพ่อลูก เพราะดูจบแล้วจะอยากโทรหาคนที่บ้านเลยแหละ ใครที่ชอบบรรยากาศเกาะลึกลับ สุสานโบราณ ตำนานที่ชวนขนลุก ผสมกับแอ็กชันปีนป่ายหนีตายแบบแน่น ๆ น่าจะถูกใจง่ายมาก ส่วนสายดราม่าก็ไม่ต้องกลัวว่าจะดูแต่บู๊แล้วไม่อิน เพราะเส้นเรื่องความรักความคิดถึงที่ลาร่ามีต่อพ่อมันเดินคู่กันไปตลอดทั้งเรื่องเลย ดูได้เพลิน ๆ คนเดียวตอนพักผ่อนก็ได้ ดูกับคนที่บ้านวันหยุดก็ดี เป็นหนังที่ดูจบแล้วได้ทั้งความมันและความรู้สึกอิ่มใจกลับไปพร้อมกันโดยที่ไม่ต้องรู้ตอนจบก่อนเลยจริง ๆ

ดู Tomb Raider ออนไลน์

นักแสดง

ป้ายกำกับ

คำค้นหายอดนิยม

  • ทูม เรเดอร์
  • ลาร่า ครอฟท์
  • หนังผจญภัย
  • หนังบู๊เอาตัวรอด
  • ความสัมพันธ์พ่อลูก
  • ตามหาพ่อที่หายไป
  • เกาะลึกลับ
  • สุสานโบราณ