The Unborn Child

The Unborn Child

ศพเด็ก 2002
★ 4.2/10 2011 92 นาที ภาพยนตร์ ระทึกขวัญ สยองขวัญ
ตัวอย่าง

ตัวอย่าง The Unborn Child

เรื่องย่อ The Unborn Child

เคยสงสัยไหมว่าถ้าชีวิตที่ดูเหมือนจะพร้อมทุกอย่างพังลงในคืนเดียว เราจะยังยิ้มออกอยู่ไหม ศพเด็ก 2002 เปิดมาด้วยคำถามเงียบ ๆ แบบนั้นในใจของตรัย นักข่าวสายอาชญากรรมที่เห็นข่าวร้ายมาเยอะจนคิดว่าใจตัวเองด้านชาไปแล้ว แต่พอกลับบ้านมาเจอรอยยิ้มของพิม ภรรยาที่เป็นครูมัธยม กับเสียงหัวเราะของใยไหม ลูกสาวตัวน้อย เขาก็ยังรู้สึกว่าบ้านคือที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เป็นมุมอบอุ่นเล็ก ๆ ที่ทำให้คนทำข่าวเลือดเย็นอย่างเขายังอยากรีบเลิกงานกลับบ้านทุกวัน อยากกินข้าวพร้อมหน้ากัน อยากเห็นลูกเติบโตไปช้า ๆ โดยไม่ต้องเจอเรื่องโหดร้ายแบบที่พ่อเห็นในที่ทำงานเลย ความสุขของครอบครัวนี้มันเรียบง่ายมากจนคนดูอย่างเราอดยิ้มตามไม่ได้ แล้วก็อดหวั่นใจไม่ได้เหมือนกัน เพราะเรารู้ตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วว่าความสงบแบบนี้มันไม่น่าจะอยู่นาน แล้วมันก็จริงเสียด้วย เมื่อความผิดปกติเล็ก ๆ เริ่มแทรกเข้ามาในบ้าน ทั้งเสียงแปลก ๆ ยามดึก ทั้งบรรยากาศที่เย็นเยียบกว่าปกติ ทั้งความฝันที่เหมือนจริงจนสะดุ้งตื่นพร้อมเหงื่อท่วมตัว ตรัยเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างจ้องมองครอบครัวเขาอยู่ จากคนที่เคยเชื่อแต่ข้อเท็จจริงกับหลักฐาน เขาต้องเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่มองไม่เห็น และความเป็นพ่อก็ผลักให้เขาอยู่เฉยไม่ได้ เพราะสิ่งที่เขากลัวที่สุดไม่ใช่ผี แต่คือการเสียคนที่เขารักที่สุดไปโดยที่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ในอีกมุมหนึ่งของชีวิต พิมเองก็ไม่ได้เป็นแค่แม่กับภรรยา แต่เธอเป็นครูประจำชั้นที่เด็ก ๆ ไว้ใจมาก เธออยากให้ลูกศิษย์ทุกคนมีทางไปต่อที่ดี ๆ อยากเป็นที่พึ่งให้เด็กในวันที่พ่อแม่ก็อาจจะไม่เข้าใจเขา ความเป็นครูของเธอเลยทำให้เธอเข้าไปยุ่งกับเรื่องของเบลกับบอม สองนักเรียนวัยรุ่นที่กำลังสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อเบลพบว่าตัวเองตั้งท้องขึ้นมาโดยไม่พร้อม ความกลัวกับความอายมันท่วมจนเด็กสองคนคิดอะไรไม่ออกนอกจากอยากให้ปัญหาหายไปเร็วที่สุด พิมมองเห็นตัวเองในฐานะผู้ใหญ่ที่ต้องช่วยประคอง ไม่ใช่ซ้ำเติม เธอเลยยื่นมือเข้าไปด้วยความเป็นห่วงล้วน ๆ อยากให้เด็กมีสติ อยากให้คิดถึงอนาคตและชีวิตที่กำลังจะเกิดมา แต่เธอก็ไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้นจะพาทุกคนเข้าไปใกล้กับเรื่องน่ากลัวกว่าที่คิดเยอะ เพราะเบลกับบอมในวัยที่ยังไม่เข้าใจน้ำหนักของคำว่ารับผิดชอบ กลับต้องแบกการตัดสินใจที่ใหญ่เกินตัวไปมาก ความสัมพันธ์ของเด็กทั้งคู่ที่เริ่มจากความผูกพันแบบวัยรุ่นใส ๆ จึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความกดดัน ความหวาดระแวง และการโทษกันไปมา โดยมีพิมยืนอยู่ตรงกลาง พยายามดึงทั้งสองคนไว้ไม่ให้หลุดไปไกลกว่านี้ ทั้งที่ใจเธอก็เริ่มสั่น เพราะทุกครั้งที่เข้าใกล้เรื่องนี้มากขึ้น เธอก็ยิ่งรู้สึกถึงแรงเย็น ๆ บางอย่างที่ตามติดมาเหมือนเงา แล้วเราก็จะเริ่มเข้าใจว่าทำไมใครที่เคย ดูหนัง ศพเด็ก 2002 เต็มเรื่อง ถึงบอกว่ามันหลอนแบบเศร้า ๆ ไม่ใช่แค่ตกใจแล้วจบไป เพราะสิ่งที่ตามหลอกทุกคนในเรื่องไม่ใช่วิญญาณดวงเดียวที่โกรธแค้นแบบไร้เหตุผล แต่เป็นเสียงของเด็กนับพันที่ยังไปไหนไม่ได้ ยังวนเวียนอยู่ด้วยความเสียใจ ความน้อยใจ และคำถามว่าทำไมพวกเธอถึงไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกเหมือนคนอื่น เสียงหัวเราะที่ควรจะสดใสเลยกลายเป็นเสียงกระซิบในความมืด เป็นเสียงร้องไห้แผ่ว ๆ ที่ดังมาจากมุมห้องที่ไม่มีใครอยู่ เป็นเงาเล็ก ๆ ที่แวบผ่านหางตาในบ้าน ในโรงเรียน ในทางเดินตอนกลางคืน ตรัยที่เคยชินกับศพกับคดีอาชญากรรม ต้องมาเจอกับความกลัวรูปแบบใหม่ที่ไม่มีปืนหรือกฎหมายไหนช่วยได้ ส่วนพิมก็ต้องเผชิญกับความรู้สึกผิดในฐานะทั้งแม่ ทั้งครู ทั้งผู้ใหญ่คนหนึ่งที่สงสัยว่าตัวเองช่วยเด็กได้ช้าไปหรือเปล่า ขณะที่เบลกับบอมก็ต้องเรียนรู้ว่าความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มันมีราคาที่ต้องจ่ายจริง ๆ และราคานั้นไม่ได้จ่ายแค่ด้วยน้ำตา แต่จ่ายด้วยความหลอนที่ตามติดทุกย่างก้าว หนังค่อย ๆ ผูกเรื่องของครอบครัวเล็ก ๆ เข้ากับเรื่องของเด็กนักเรียนสองคนอย่างแนบเนียน จนคนดูรู้สึกว่าไม่มีใครอยู่ห่างจากบ่วงนี้เลย ทุกการกระทำ ทุกการเมินเฉย ทุกการตัดสินใจในวันที่กลัวจนขาดสติ ล้วนพาย้อนกลับมาหาตัวเองในวันที่สายไปแล้ว ความน่ากลัวเลยไม่ได้มาจากผีตุ้งแช่อย่างเดียว แต่มาจากการรู้ว่าเราก็อาจเคยเป็นผู้ใหญ่ที่มองข้ามเสียงเล็ก ๆ แบบนี้ไปเหมือนกัน ถ้าถามถึงบรรยากาศตอนดู ต้องบอกเลยว่านี่คือ หนังของ สมชาย เข็มกลัด ที่ดึงความเป็นพ่อออกมาได้อบอุ่นและน่าเห็นใจมาก จากภาพนักข่าวสายลุยที่พูดจาห้วน ๆ กล้าได้กล้าเสีย พออยู่กับลูกเมียเขากลับอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วพอความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามา แววตาของเขาก็เปลี่ยนจากมั่นใจเป็นหวาดหวั่นแบบที่คนเป็นพ่อแม่น่าจะเข้าใจดี ส่วนพิชญ์นาฏ สาขากร ในบทพิมก็เล่นความเป็นครูที่อ่อนโยนแต่ข้างในเปราะบางได้กำลังดี ดูแล้วเราจะเอาใจช่วยเธอตลอด อยากบอกเธอว่าให้ถอยออกมาก็สงสารเด็ก อยากบอกให้ช่วยต่อก็กลัวเธอจะเจ็บไปด้วย จังหวะการเล่าเองก็ค่อย ๆ บีบอารมณ์แบบหนังระทึกขวัญที่ดีเลย ตอนแรกยังเป็นชีวิตประจำวันที่สงบ ทั้งกับข้าวที่บ้าน ทั้งห้องเรียนที่คุ้นเคย ทั้งโต๊ะข่าวที่วุ่นวาย แล้วค่อย ๆ แทรกความผิดปกติเข้ามาทีละนิด ทั้งของขยับเอง ทั้งเสียงเด็กแว่วมาตอนดึก ทั้งฝันร้ายที่ต่อกันเป็นเรื่องเป็นราว จนหลัง ๆ ลมหายใจแทบไม่ทั่วท้องเพราะไม่รู้ว่าจะมีอะไรโผล่มาตอนไหน งานภาพเน้นโทนหม่น ๆ มืด ๆ ทางเดินโรงเรียนตอนเย็น บ้านตอนไฟสลัว ๆ มันทำให้รู้สึกอึดอัดแบบบอกไม่ถูก ส่วนงานเสียงนี่คือทีเด็ดเลย เสียงกระซิบ เสียงสะอื้น เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่ไม่เห็นตัวคน มันทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกจ้องอยู่ตลอดเวลา แม้ในฉากที่ไม่มีผีโผล่มาเลยก็ตาม นี่แหละเสน่ห์ของหนังผีไทยที่เก่งเรื่องเอาพื้นที่ใกล้ตัวอย่างบ้านกับโรงเรียนมาทำให้หลอน เพราะมันคือที่ที่เราอยู่ทุกวัน พอมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น มันเลยหนีไปไหนไม่พ้นจริง ๆ ใครที่ชอบหนังผีที่มีที่มาที่ไป มีดราม่าหนัก ๆ ให้คิดต่อหลังดูจบ เรื่องนี้คือตอบโจทย์มาก ไม่ใช่แนวดูเอามันส์จากฉากตกใจอย่างเดียวแล้วลืมไปเลย แต่เป็นแนวที่ดูแล้วจะจุกอกค้างคาใจ กลับมานั่งทบทวนเรื่องความรับผิดชอบ เรื่องคุณค่าของชีวิตเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีโอกาสได้พูดเพื่อตัวเอง เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบดราม่าครอบครัวผสมสยองขวัญ ดูกับเพื่อนแล้วมีเรื่องคุยกันต่อยาว ๆ หรือจะดูคนเดียวตอนกลางคืนเงียบ ๆ แล้วปล่อยให้ตัวเองจมไปกับอารมณ์เศร้าหลอนก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ ถ้าอยากชวนที่บ้านดูด้วยกันก็ดูได้เพราะแกนหลักมันคือความรักของพ่อแม่ลูกกับความเมตตาของครูที่มีต่อศิษย์ แค่อาจจะต้องเผื่อใจไว้หน่อยเพราะบางฉากก็หม่นและกดดันพอสมควร สายลุ้นสายระทึกก็สนุกกับการค่อย ๆ ต่อจิ๊กซอว์ว่าเรื่องของตรัยกับพิมจะมาบรรจบกับเรื่องของเบลกับบอมได้ยังไง ส่วนสายดราม่าก็จะอินกับความรู้สึกผิด ความเสียใจ และการพยายามชดใช้ในสิ่งที่ย้อนกลับไปแก้ไม่ได้ เอาเป็นว่าถ้าคืนไหนอยากหาหนังผีไทยที่ทั้งหลอนทั้งอิ่มใจแบบเศร้า ๆ อยากเจอเรื่องที่ทำให้ขนลุกแล้วยังทำให้คิดถึงคนข้าง ๆ มากขึ้น เรื่องนี้คือตัวเลือกที่อยากให้ลองเปิดใจดูสักครั้ง แล้วจะเข้าใจว่าทำไมเสียงเล็ก ๆ ของเด็กที่ไม่เคยมีใครได้ยิน ถึงดังก้องในใจคนเป็นได้ยาวนานขนาดนี้

เรื่องย่อ The Unborn Child

เคยสงสัยไหมว่าถ้าชีวิตที่ดูเหมือนจะพร้อมทุกอย่างพังลงในคืนเดียว เราจะยังยิ้มออกอยู่ไหม ศพเด็ก 2002 เปิดมาด้วยคำถามเงียบ ๆ แบบนั้นในใจของตรัย นักข่าวสายอาชญากรรมที่เห็นข่าวร้ายมาเยอะจนคิดว่าใจตัวเองด้านชาไปแล้ว แต่พอกลับบ้านมาเจอรอยยิ้มของพิม ภรรยาที่เป็นครูมัธยม กับเสียงหัวเราะของใยไหม ลูกสาวตัวน้อย เขาก็ยังรู้สึกว่าบ้านคือที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เป็นมุมอบอุ่นเล็ก ๆ ที่ทำให้คนทำข่าวเลือดเย็นอย่างเขายังอยากรีบเลิกงานกลับบ้านทุกวัน อยากกินข้าวพร้อมหน้ากัน อยากเห็นลูกเติบโตไปช้า ๆ โดยไม่ต้องเจอเรื่องโหดร้ายแบบที่พ่อเห็นในที่ทำงานเลย ความสุขของครอบครัวนี้มันเรียบง่ายมากจนคนดูอย่างเราอดยิ้มตามไม่ได้ แล้วก็อดหวั่นใจไม่ได้เหมือนกัน เพราะเรารู้ตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วว่าความสงบแบบนี้มันไม่น่าจะอยู่นาน แล้วมันก็จริงเสียด้วย เมื่อความผิดปกติเล็ก ๆ เริ่มแทรกเข้ามาในบ้าน ทั้งเสียงแปลก ๆ ยามดึก ทั้งบรรยากาศที่เย็นเยียบกว่าปกติ ทั้งความฝันที่เหมือนจริงจนสะดุ้งตื่นพร้อมเหงื่อท่วมตัว ตรัยเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างจ้องมองครอบครัวเขาอยู่ จากคนที่เคยเชื่อแต่ข้อเท็จจริงกับหลักฐาน เขาต้องเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่มองไม่เห็น และความเป็นพ่อก็ผลักให้เขาอยู่เฉยไม่ได้ เพราะสิ่งที่เขากลัวที่สุดไม่ใช่ผี แต่คือการเสียคนที่เขารักที่สุดไปโดยที่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น

ในอีกมุมหนึ่งของชีวิต พิมเองก็ไม่ได้เป็นแค่แม่กับภรรยา แต่เธอเป็นครูประจำชั้นที่เด็ก ๆ ไว้ใจมาก เธออยากให้ลูกศิษย์ทุกคนมีทางไปต่อที่ดี ๆ อยากเป็นที่พึ่งให้เด็กในวันที่พ่อแม่ก็อาจจะไม่เข้าใจเขา ความเป็นครูของเธอเลยทำให้เธอเข้าไปยุ่งกับเรื่องของเบลกับบอม สองนักเรียนวัยรุ่นที่กำลังสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อเบลพบว่าตัวเองตั้งท้องขึ้นมาโดยไม่พร้อม ความกลัวกับความอายมันท่วมจนเด็กสองคนคิดอะไรไม่ออกนอกจากอยากให้ปัญหาหายไปเร็วที่สุด พิมมองเห็นตัวเองในฐานะผู้ใหญ่ที่ต้องช่วยประคอง ไม่ใช่ซ้ำเติม เธอเลยยื่นมือเข้าไปด้วยความเป็นห่วงล้วน ๆ อยากให้เด็กมีสติ อยากให้คิดถึงอนาคตและชีวิตที่กำลังจะเกิดมา แต่เธอก็ไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้นจะพาทุกคนเข้าไปใกล้กับเรื่องน่ากลัวกว่าที่คิดเยอะ เพราะเบลกับบอมในวัยที่ยังไม่เข้าใจน้ำหนักของคำว่ารับผิดชอบ กลับต้องแบกการตัดสินใจที่ใหญ่เกินตัวไปมาก ความสัมพันธ์ของเด็กทั้งคู่ที่เริ่มจากความผูกพันแบบวัยรุ่นใส ๆ จึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความกดดัน ความหวาดระแวง และการโทษกันไปมา โดยมีพิมยืนอยู่ตรงกลาง พยายามดึงทั้งสองคนไว้ไม่ให้หลุดไปไกลกว่านี้ ทั้งที่ใจเธอก็เริ่มสั่น เพราะทุกครั้งที่เข้าใกล้เรื่องนี้มากขึ้น เธอก็ยิ่งรู้สึกถึงแรงเย็น ๆ บางอย่างที่ตามติดมาเหมือนเงา

แล้วเราก็จะเริ่มเข้าใจว่าทำไมใครที่เคย ดูหนัง ศพเด็ก 2002 เต็มเรื่อง ถึงบอกว่ามันหลอนแบบเศร้า ๆ ไม่ใช่แค่ตกใจแล้วจบไป เพราะสิ่งที่ตามหลอกทุกคนในเรื่องไม่ใช่วิญญาณดวงเดียวที่โกรธแค้นแบบไร้เหตุผล แต่เป็นเสียงของเด็กนับพันที่ยังไปไหนไม่ได้ ยังวนเวียนอยู่ด้วยความเสียใจ ความน้อยใจ และคำถามว่าทำไมพวกเธอถึงไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกเหมือนคนอื่น เสียงหัวเราะที่ควรจะสดใสเลยกลายเป็นเสียงกระซิบในความมืด เป็นเสียงร้องไห้แผ่ว ๆ ที่ดังมาจากมุมห้องที่ไม่มีใครอยู่ เป็นเงาเล็ก ๆ ที่แวบผ่านหางตาในบ้าน ในโรงเรียน ในทางเดินตอนกลางคืน ตรัยที่เคยชินกับศพกับคดีอาชญากรรม ต้องมาเจอกับความกลัวรูปแบบใหม่ที่ไม่มีปืนหรือกฎหมายไหนช่วยได้ ส่วนพิมก็ต้องเผชิญกับความรู้สึกผิดในฐานะทั้งแม่ ทั้งครู ทั้งผู้ใหญ่คนหนึ่งที่สงสัยว่าตัวเองช่วยเด็กได้ช้าไปหรือเปล่า ขณะที่เบลกับบอมก็ต้องเรียนรู้ว่าความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มันมีราคาที่ต้องจ่ายจริง ๆ และราคานั้นไม่ได้จ่ายแค่ด้วยน้ำตา แต่จ่ายด้วยความหลอนที่ตามติดทุกย่างก้าว หนังค่อย ๆ ผูกเรื่องของครอบครัวเล็ก ๆ เข้ากับเรื่องของเด็กนักเรียนสองคนอย่างแนบเนียน จนคนดูรู้สึกว่าไม่มีใครอยู่ห่างจากบ่วงนี้เลย ทุกการกระทำ ทุกการเมินเฉย ทุกการตัดสินใจในวันที่กลัวจนขาดสติ ล้วนพาย้อนกลับมาหาตัวเองในวันที่สายไปแล้ว ความน่ากลัวเลยไม่ได้มาจากผีตุ้งแช่อย่างเดียว แต่มาจากการรู้ว่าเราก็อาจเคยเป็นผู้ใหญ่ที่มองข้ามเสียงเล็ก ๆ แบบนี้ไปเหมือนกัน

ถ้าถามถึงบรรยากาศตอนดู ต้องบอกเลยว่านี่คือ หนังของ สมชาย เข็มกลัด ที่ดึงความเป็นพ่อออกมาได้อบอุ่นและน่าเห็นใจมาก จากภาพนักข่าวสายลุยที่พูดจาห้วน ๆ กล้าได้กล้าเสีย พออยู่กับลูกเมียเขากลับอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วพอความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามา แววตาของเขาก็เปลี่ยนจากมั่นใจเป็นหวาดหวั่นแบบที่คนเป็นพ่อแม่น่าจะเข้าใจดี ส่วนพิชญ์นาฏ สาขากร ในบทพิมก็เล่นความเป็นครูที่อ่อนโยนแต่ข้างในเปราะบางได้กำลังดี ดูแล้วเราจะเอาใจช่วยเธอตลอด อยากบอกเธอว่าให้ถอยออกมาก็สงสารเด็ก อยากบอกให้ช่วยต่อก็กลัวเธอจะเจ็บไปด้วย จังหวะการเล่าเองก็ค่อย ๆ บีบอารมณ์แบบหนังระทึกขวัญที่ดีเลย ตอนแรกยังเป็นชีวิตประจำวันที่สงบ ทั้งกับข้าวที่บ้าน ทั้งห้องเรียนที่คุ้นเคย ทั้งโต๊ะข่าวที่วุ่นวาย แล้วค่อย ๆ แทรกความผิดปกติเข้ามาทีละนิด ทั้งของขยับเอง ทั้งเสียงเด็กแว่วมาตอนดึก ทั้งฝันร้ายที่ต่อกันเป็นเรื่องเป็นราว จนหลัง ๆ ลมหายใจแทบไม่ทั่วท้องเพราะไม่รู้ว่าจะมีอะไรโผล่มาตอนไหน งานภาพเน้นโทนหม่น ๆ มืด ๆ ทางเดินโรงเรียนตอนเย็น บ้านตอนไฟสลัว ๆ มันทำให้รู้สึกอึดอัดแบบบอกไม่ถูก ส่วนงานเสียงนี่คือทีเด็ดเลย เสียงกระซิบ เสียงสะอื้น เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่ไม่เห็นตัวคน มันทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกจ้องอยู่ตลอดเวลา แม้ในฉากที่ไม่มีผีโผล่มาเลยก็ตาม นี่แหละเสน่ห์ของหนังผีไทยที่เก่งเรื่องเอาพื้นที่ใกล้ตัวอย่างบ้านกับโรงเรียนมาทำให้หลอน เพราะมันคือที่ที่เราอยู่ทุกวัน พอมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น มันเลยหนีไปไหนไม่พ้นจริง ๆ

ใครที่ชอบหนังผีที่มีที่มาที่ไป มีดราม่าหนัก ๆ ให้คิดต่อหลังดูจบ เรื่องนี้คือตอบโจทย์มาก ไม่ใช่แนวดูเอามันส์จากฉากตกใจอย่างเดียวแล้วลืมไปเลย แต่เป็นแนวที่ดูแล้วจะจุกอกค้างคาใจ กลับมานั่งทบทวนเรื่องความรับผิดชอบ เรื่องคุณค่าของชีวิตเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีโอกาสได้พูดเพื่อตัวเอง เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบดราม่าครอบครัวผสมสยองขวัญ ดูกับเพื่อนแล้วมีเรื่องคุยกันต่อยาว ๆ หรือจะดูคนเดียวตอนกลางคืนเงียบ ๆ แล้วปล่อยให้ตัวเองจมไปกับอารมณ์เศร้าหลอนก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ ถ้าอยากชวนที่บ้านดูด้วยกันก็ดูได้เพราะแกนหลักมันคือความรักของพ่อแม่ลูกกับความเมตตาของครูที่มีต่อศิษย์ แค่อาจจะต้องเผื่อใจไว้หน่อยเพราะบางฉากก็หม่นและกดดันพอสมควร สายลุ้นสายระทึกก็สนุกกับการค่อย ๆ ต่อจิ๊กซอว์ว่าเรื่องของตรัยกับพิมจะมาบรรจบกับเรื่องของเบลกับบอมได้ยังไง ส่วนสายดราม่าก็จะอินกับความรู้สึกผิด ความเสียใจ และการพยายามชดใช้ในสิ่งที่ย้อนกลับไปแก้ไม่ได้ เอาเป็นว่าถ้าคืนไหนอยากหาหนังผีไทยที่ทั้งหลอนทั้งอิ่มใจแบบเศร้า ๆ อยากเจอเรื่องที่ทำให้ขนลุกแล้วยังทำให้คิดถึงคนข้าง ๆ มากขึ้น เรื่องนี้คือตัวเลือกที่อยากให้ลองเปิดใจดูสักครั้ง แล้วจะเข้าใจว่าทำไมเสียงเล็ก ๆ ของเด็กที่ไม่เคยมีใครได้ยิน ถึงดังก้องในใจคนเป็นได้ยาวนานขนาดนี้

ดู The Unborn Child ออนไลน์

นักแสดง

ป้ายกำกับ

คำค้นหายอดนิยม

  • ศพเด็ก 2002
  • วิญญาณเด็กทารก
  • นักข่าวสายอาชญากรรม
  • ครูช่วยนักเรียนตั้งครรภ์
  • สมชาย เข็มกลัด
  • พิชญ์นาฏ สาขากร