The Conjuring: The Devil Made Me Do It

The Conjuring: The Devil Made Me Do It

เดอะ คอนเจอริ่ง คนเรียกผี 3 มัจจุราชบงการ
★ 7.3/10 2021 111 นาที ภาพยนตร์ ระทึกขวัญ ลึกลับ สยองขวัญ
ตัวอย่าง

ตัวอย่าง The Conjuring: The Devil Made Me Do It

เรื่องย่อ The Conjuring: The Devil Made Me Do It

ถ้าปีศาจมีจริง แล้วใครจะเชื่อเราเมื่อเราบอกว่าเราไม่ได้ทำ แต่บางอย่างในตัวเราทำ นั่นคือคำถามที่หลอกหลอนใจของเอ็ดและลอร์เรน วอร์เรน ตั้งแต่ต้นของ ดูหนัง เดอะ คอนเจอริ่ง คนเรียกผี 3 มัจจุราชบงการ เต็มเรื่อง ที่เปิดเรื่องด้วยความรู้สึกหนักอึ้งของคนสองคนที่เคยเห็นความมืดมาหลายรูปแบบ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องช่วยไม่ใช่แค่บ้านหลังหนึ่ง แต่คือชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังถูกบางอย่างกลืนกินจากข้างใน และความรักของครอบครัวที่พยายามยื้อเขาไว้สุดหัวใจ ในห้องเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงสวดภาวนา เสียงร้องไห้ และอากาศที่เย็นเยียบผิดปกติ เอ็ดกับลอร์เรนทุ่มทุกอย่างที่มีเพื่อดึงวิญญาณดวงน้อยให้หลุดออกมา ลอร์เรนที่มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดและความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของเด็กคนนั้น ส่วนเอ็ดที่ยืนหยัดด้วยศรัทธาและความกล้าหาญก็รู้ดีว่ากำลังต่อรองกับพลังที่โกรธเกรี้ยวและหิวกระหาย ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างเราแล้วกระซิบว่า ช่วยเขาที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป และพวกเขาก็ทำสำเร็จในแบบที่ทำให้หัวใจเราโล่งไปชั่วขณะ แต่ความโล่งนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะความมืดไม่ได้หายไปไหน มันแค่ย้ายที่อยู่ สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้หน่วงและน่าติดตามมาก ๆ คือเอ็ดกับลอร์เรนไม่ได้ต้องการเป็นฮีโร่เลย เขาต้องการแค่ช่วยคนตรงหน้าให้พ้นทุกข์ ต้องการให้ความสงบกลับคืนสู่ครอบครัวธรรมดา ๆ ครอบครัวหนึ่ง แต่สิ่งที่ขวางอยู่มันใหญ่กว่าผีในบ้าน มันคือโซ่ของคำสาปที่มองไม่เห็นที่โยงจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งอย่างเงียบเชียบ หลังจากเหตุการณ์ช่วยเด็กหนุ่มคนนั้น อาร์นีย์ ชายหนุ่มผู้เป็นแฟนของพี่สาวในครอบครัว กลับกลายเป็นคนที่ต้องเผชิญกับฝันร้ายแทน เขารักแฟนของเขามาก รักจนยอมเอ่ยปากในวินาทีที่สิ้นหวังว่าขอรับสิ่งชั่วร้ายนั้นมาไว้กับตัวเองแทนเด็กคนนั้นก็ได้ ซึ่งเป็นความเสียสละที่ฟังแล้วทั้งซาบซึ้งและใจหาย เพราะหลังจากนั้นพฤติกรรมของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป เหม่อลอย หลงลืม ได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน และเหมือนมีเงาดำคอยเดินตามอยู่ไม่ห่าง ลอร์เรนที่ผูกพันกับครอบครัวนี้เหมือนญาติเริ่มรู้สึกผิดและเป็นห่วงจับใจว่าตัวเองมาช่วยไม่ทันหรือเปล่า ส่วนเอ็ดที่ร่างกายเริ่มอ่อนล้าจากโรคหัวใจก็ยังฝืนลุกขึ้นมาสืบต่อ เพราะเขารู้ว่าถ้าปล่อยไว้ อาร์นีย์อาจทำในสิ่งที่ตัวเองก็ควบคุมไม่ได้ ความสัมพันธ์ของเอ็ดกับลอร์เรนในภาคนี้เลยอบอุ่นและเปราะบางมาก เขาเถียงกันบ้าง งอนกันบ้าง แต่ก็จับมือกันแน่นในเวลาที่น่ากลัวที่สุด เหมือนคู่ชีวิตที่อยู่กันมานานจนรู้ว่าแค่สบตาก็รู้ว่าอีกคนกำลังกลัวอะไร แล้ววันที่ไม่มีใครอยากให้มาถึงก็มาถึง เมื่อเกิดคดีฆาตกรรมที่น่าสลดขึ้น และอาร์นีย์ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ทนายของเขาจึงยกข้อต่อสู้ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ศาลอเมริกันขึ้นมาว่า เขาถูกปีศาจครอบงำในขณะก่อเหตุ จุดนี้เองที่ทำให้บรรยากาศของเรื่องเปลี่ยนจากบ้านผีสิงไปสู่หนังสืบสวนลึกลับที่กดดันทั้งหัวใจและสมอง เอ็ดกับลอร์เรนต้องกลายจากนักไล่ผีไปเป็นเหมือนนักสืบที่ต้องหาเบาะแสในโลกความจริงเพื่อช่วยยืนยันสิ่งที่มองไม่เห็นให้ศาลเชื่อ พวกเขาออกเดินทางไปตามบ้านเก่า ห้องใต้ดิน ป่าเงียบ สุสาน และสถานที่ที่เหมือนจะธรรมดาแต่กลับมีกลิ่นอายของพิธีกรรมบางอย่างซ่อนอยู่ ลอร์เรนใช้สัมผัสพิเศษของเธอค่อย ๆ ปะติดปะต่อภาพนิมิตที่ขาดเป็นห้วง ๆ ทั้งเสียงกระซิบ รอยสัก แท่นบูชา และของใช้ส่วนตัวของคนที่หายไป ส่วนเอ็ดก็ใช้ความรอบคอบแบบคนเก่าแก่คอยจด คอยถาม คอยเชื่อมโยงว่าทำไมเหยื่อแต่ละคนถึงดูไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่กลับมีเส้นด้ายสีดำเส้นเดียวกันผูกไว้ ยิ่งสาวลึกก็ยิ่งหนาวสันหลัง เพราะศัตรูครั้งนี้ไม่ใช่วิญญาณที่ติดค้างด้วยความแค้นธรรมดา แต่เหมือนมีคนเป็น ๆ ที่ตั้งใจเรียกความมืดขึ้นมาใช้งาน ความน่ากลัวเลยไม่ได้มาแค่ตอนไฟดับหรือประตูปิดเอง แต่มาในตอนกลางวันแสก ๆ ในแฟ้มคดี ในคำให้การของพยาน และในความรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังมองพวกเขากลับมาตลอดเวลาที่พวกเขาสืบอยู่ เสน่ห์ของ หนังของ แพทริก วิลสัน และ เวร่า ฟาร์มิก้า คู่นี้คือเขาเล่นเป็นเอ็ดกับลอร์เรนได้เหมือนคนจริง ๆ ที่มีเลือดเนื้อ มีความกลัว มีความเหนื่อย ไม่ใช่แค่ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งเหนือผี เราจะเห็นเอ็ดที่เคยแข็งแรงเริ่มหายใจหอบ ต้องพัก ต้องให้ลอร์เรนพยุง แต่แววตายังดื้อไม่ยอมทิ้งคดี ส่วนลอร์เรนที่อ่อนโยนก็กลับกล้าหาญอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อต้องปกป้องสามีและคนที่เธอรัก เธอยอมหลับตาเดินเข้าไปในนิมิตที่เจ็บปวด ยอมฟังเสียงที่ไม่อยากฟัง เพื่อหาทางช่วยอาร์นีย์ที่ตอนนี้ถูกขังอยู่หลังลูกกรงและกำลังจะถูกตัดสินด้วยกฎหมายของมนุษย์ ความสัมพันธ์รอบตัวทั้งความรักของอาร์นีย์กับแฟนสาว ความผูกพันของครอบครัวที่แตกสลายเพราะความกลัว และมิตรภาพของตำรวจที่เริ่มจากไม่เชื่อจนค่อย ๆ เปิดใจ ล้วนค่อย ๆ เปลี่ยนเอ็ดกับลอร์เรนให้เข้าใจว่าความชั่วร้ายที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่เสียงกรีดร้องในความมืด แต่คือความสิ้นหวังที่ทำให้คนเลิกเชื่อในความดี บรรยากาศในเรื่องเลยหม่น เย็น และเงียบเป็นช่วง ๆ มีทั้งบ้านไม้เก่า ทางเดินยาว ๆ แสงไฟสลัว และความเงียบที่ดังกว่าตะโกน แต่จังหวะเล่าก็ไม่ปล่อยให้เราอึดอัดนาน จะสลับด้วยการไล่ล่าเบาะแส การไขปริศนา และการเผชิญหน้ากับภาพหลอนที่ต้องใช้ทั้งสติและศรัทธาในการผ่านไปให้ได้ ดูแล้วทั้งกลัวทั้งเอาใจช่วยในเวลาเดียวกัน ใครที่ชอบหนังผีที่มีหัวใจและมีปมให้คิดตาม เรื่องนี้คือคำตอบที่ลงตัวมาก เหมาะจะดูกับครอบครัวในคืนวันหยุดแบบห่มผ้าด้วยกันแล้วจับมือกันตอนฉากลุ้น เหมาะกับคนเหงา ๆ ที่อยากดูหนังที่ไม่ได้ทิ้งเราไว้กับแค่ความตกใจ แต่ทิ้งความอบอุ่นของความรักที่สู้ไม่ถอยไว้ในใจ หรือสายลุ้นสายสืบที่ชอบต่อจิ๊กซอว์ไปพร้อมตัวละครก็จะสนุกกับการค่อย ๆ เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ตอนแรกดูไม่เกี่ยวกันเลยจนมารวมกันเป็นภาพใหญ่ที่น่าขนลุก ถ้าคุณเคยผูกพันกับจักรวาลคอนเจอริ่งมาก่อน คุณจะรักพัฒนาการของเอ็ดกับลอร์เรนในภาคนี้เป็นพิเศษ เพราะมันคือบททดสอบความเชื่อใจกันในวันที่ร่างกายเริ่มโรยแต่หัวใจยังไม่ยอมแพ้ ส่วนถ้าคุณเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ก็ดูรู้เรื่องและอินได้ไม่ยาก เพราะแกนของมันคือเรื่องง่าย ๆ ที่เราทุกคนเข้าใจ คือการไม่ทิ้งคนที่เรารักไว้กลางความมืดเพียงลำพัง เตรียมไฟในบ้านให้สว่างหน่อย เตรียมหมอนไว้กอด แล้วปล่อยให้เสียงกระซิบในความมืดพาเราไปจนสุดทางโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้กลางทาง

เรื่องย่อ The Conjuring: The Devil Made Me Do It

ถ้าปีศาจมีจริง แล้วใครจะเชื่อเราเมื่อเราบอกว่าเราไม่ได้ทำ แต่บางอย่างในตัวเราทำ นั่นคือคำถามที่หลอกหลอนใจของเอ็ดและลอร์เรน วอร์เรน ตั้งแต่ต้นของ ดูหนัง เดอะ คอนเจอริ่ง คนเรียกผี 3 มัจจุราชบงการ เต็มเรื่อง ที่เปิดเรื่องด้วยความรู้สึกหนักอึ้งของคนสองคนที่เคยเห็นความมืดมาหลายรูปแบบ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องช่วยไม่ใช่แค่บ้านหลังหนึ่ง แต่คือชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังถูกบางอย่างกลืนกินจากข้างใน และความรักของครอบครัวที่พยายามยื้อเขาไว้สุดหัวใจ ในห้องเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงสวดภาวนา เสียงร้องไห้ และอากาศที่เย็นเยียบผิดปกติ เอ็ดกับลอร์เรนทุ่มทุกอย่างที่มีเพื่อดึงวิญญาณดวงน้อยให้หลุดออกมา ลอร์เรนที่มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดและความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของเด็กคนนั้น ส่วนเอ็ดที่ยืนหยัดด้วยศรัทธาและความกล้าหาญก็รู้ดีว่ากำลังต่อรองกับพลังที่โกรธเกรี้ยวและหิวกระหาย ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างเราแล้วกระซิบว่า ช่วยเขาที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป และพวกเขาก็ทำสำเร็จในแบบที่ทำให้หัวใจเราโล่งไปชั่วขณะ แต่ความโล่งนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะความมืดไม่ได้หายไปไหน มันแค่ย้ายที่อยู่

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้หน่วงและน่าติดตามมาก ๆ คือเอ็ดกับลอร์เรนไม่ได้ต้องการเป็นฮีโร่เลย เขาต้องการแค่ช่วยคนตรงหน้าให้พ้นทุกข์ ต้องการให้ความสงบกลับคืนสู่ครอบครัวธรรมดา ๆ ครอบครัวหนึ่ง แต่สิ่งที่ขวางอยู่มันใหญ่กว่าผีในบ้าน มันคือโซ่ของคำสาปที่มองไม่เห็นที่โยงจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งอย่างเงียบเชียบ หลังจากเหตุการณ์ช่วยเด็กหนุ่มคนนั้น อาร์นีย์ ชายหนุ่มผู้เป็นแฟนของพี่สาวในครอบครัว กลับกลายเป็นคนที่ต้องเผชิญกับฝันร้ายแทน เขารักแฟนของเขามาก รักจนยอมเอ่ยปากในวินาทีที่สิ้นหวังว่าขอรับสิ่งชั่วร้ายนั้นมาไว้กับตัวเองแทนเด็กคนนั้นก็ได้ ซึ่งเป็นความเสียสละที่ฟังแล้วทั้งซาบซึ้งและใจหาย เพราะหลังจากนั้นพฤติกรรมของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป เหม่อลอย หลงลืม ได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน และเหมือนมีเงาดำคอยเดินตามอยู่ไม่ห่าง ลอร์เรนที่ผูกพันกับครอบครัวนี้เหมือนญาติเริ่มรู้สึกผิดและเป็นห่วงจับใจว่าตัวเองมาช่วยไม่ทันหรือเปล่า ส่วนเอ็ดที่ร่างกายเริ่มอ่อนล้าจากโรคหัวใจก็ยังฝืนลุกขึ้นมาสืบต่อ เพราะเขารู้ว่าถ้าปล่อยไว้ อาร์นีย์อาจทำในสิ่งที่ตัวเองก็ควบคุมไม่ได้ ความสัมพันธ์ของเอ็ดกับลอร์เรนในภาคนี้เลยอบอุ่นและเปราะบางมาก เขาเถียงกันบ้าง งอนกันบ้าง แต่ก็จับมือกันแน่นในเวลาที่น่ากลัวที่สุด เหมือนคู่ชีวิตที่อยู่กันมานานจนรู้ว่าแค่สบตาก็รู้ว่าอีกคนกำลังกลัวอะไร

แล้ววันที่ไม่มีใครอยากให้มาถึงก็มาถึง เมื่อเกิดคดีฆาตกรรมที่น่าสลดขึ้น และอาร์นีย์ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ทนายของเขาจึงยกข้อต่อสู้ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ศาลอเมริกันขึ้นมาว่า เขาถูกปีศาจครอบงำในขณะก่อเหตุ จุดนี้เองที่ทำให้บรรยากาศของเรื่องเปลี่ยนจากบ้านผีสิงไปสู่หนังสืบสวนลึกลับที่กดดันทั้งหัวใจและสมอง เอ็ดกับลอร์เรนต้องกลายจากนักไล่ผีไปเป็นเหมือนนักสืบที่ต้องหาเบาะแสในโลกความจริงเพื่อช่วยยืนยันสิ่งที่มองไม่เห็นให้ศาลเชื่อ พวกเขาออกเดินทางไปตามบ้านเก่า ห้องใต้ดิน ป่าเงียบ สุสาน และสถานที่ที่เหมือนจะธรรมดาแต่กลับมีกลิ่นอายของพิธีกรรมบางอย่างซ่อนอยู่ ลอร์เรนใช้สัมผัสพิเศษของเธอค่อย ๆ ปะติดปะต่อภาพนิมิตที่ขาดเป็นห้วง ๆ ทั้งเสียงกระซิบ รอยสัก แท่นบูชา และของใช้ส่วนตัวของคนที่หายไป ส่วนเอ็ดก็ใช้ความรอบคอบแบบคนเก่าแก่คอยจด คอยถาม คอยเชื่อมโยงว่าทำไมเหยื่อแต่ละคนถึงดูไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่กลับมีเส้นด้ายสีดำเส้นเดียวกันผูกไว้ ยิ่งสาวลึกก็ยิ่งหนาวสันหลัง เพราะศัตรูครั้งนี้ไม่ใช่วิญญาณที่ติดค้างด้วยความแค้นธรรมดา แต่เหมือนมีคนเป็น ๆ ที่ตั้งใจเรียกความมืดขึ้นมาใช้งาน ความน่ากลัวเลยไม่ได้มาแค่ตอนไฟดับหรือประตูปิดเอง แต่มาในตอนกลางวันแสก ๆ ในแฟ้มคดี ในคำให้การของพยาน และในความรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังมองพวกเขากลับมาตลอดเวลาที่พวกเขาสืบอยู่

เสน่ห์ของ หนังของ แพทริก วิลสัน และ เวร่า ฟาร์มิก้า คู่นี้คือเขาเล่นเป็นเอ็ดกับลอร์เรนได้เหมือนคนจริง ๆ ที่มีเลือดเนื้อ มีความกลัว มีความเหนื่อย ไม่ใช่แค่ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งเหนือผี เราจะเห็นเอ็ดที่เคยแข็งแรงเริ่มหายใจหอบ ต้องพัก ต้องให้ลอร์เรนพยุง แต่แววตายังดื้อไม่ยอมทิ้งคดี ส่วนลอร์เรนที่อ่อนโยนก็กลับกล้าหาญอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อต้องปกป้องสามีและคนที่เธอรัก เธอยอมหลับตาเดินเข้าไปในนิมิตที่เจ็บปวด ยอมฟังเสียงที่ไม่อยากฟัง เพื่อหาทางช่วยอาร์นีย์ที่ตอนนี้ถูกขังอยู่หลังลูกกรงและกำลังจะถูกตัดสินด้วยกฎหมายของมนุษย์ ความสัมพันธ์รอบตัวทั้งความรักของอาร์นีย์กับแฟนสาว ความผูกพันของครอบครัวที่แตกสลายเพราะความกลัว และมิตรภาพของตำรวจที่เริ่มจากไม่เชื่อจนค่อย ๆ เปิดใจ ล้วนค่อย ๆ เปลี่ยนเอ็ดกับลอร์เรนให้เข้าใจว่าความชั่วร้ายที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่เสียงกรีดร้องในความมืด แต่คือความสิ้นหวังที่ทำให้คนเลิกเชื่อในความดี บรรยากาศในเรื่องเลยหม่น เย็น และเงียบเป็นช่วง ๆ มีทั้งบ้านไม้เก่า ทางเดินยาว ๆ แสงไฟสลัว และความเงียบที่ดังกว่าตะโกน แต่จังหวะเล่าก็ไม่ปล่อยให้เราอึดอัดนาน จะสลับด้วยการไล่ล่าเบาะแส การไขปริศนา และการเผชิญหน้ากับภาพหลอนที่ต้องใช้ทั้งสติและศรัทธาในการผ่านไปให้ได้ ดูแล้วทั้งกลัวทั้งเอาใจช่วยในเวลาเดียวกัน

ใครที่ชอบหนังผีที่มีหัวใจและมีปมให้คิดตาม เรื่องนี้คือคำตอบที่ลงตัวมาก เหมาะจะดูกับครอบครัวในคืนวันหยุดแบบห่มผ้าด้วยกันแล้วจับมือกันตอนฉากลุ้น เหมาะกับคนเหงา ๆ ที่อยากดูหนังที่ไม่ได้ทิ้งเราไว้กับแค่ความตกใจ แต่ทิ้งความอบอุ่นของความรักที่สู้ไม่ถอยไว้ในใจ หรือสายลุ้นสายสืบที่ชอบต่อจิ๊กซอว์ไปพร้อมตัวละครก็จะสนุกกับการค่อย ๆ เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ตอนแรกดูไม่เกี่ยวกันเลยจนมารวมกันเป็นภาพใหญ่ที่น่าขนลุก ถ้าคุณเคยผูกพันกับจักรวาลคอนเจอริ่งมาก่อน คุณจะรักพัฒนาการของเอ็ดกับลอร์เรนในภาคนี้เป็นพิเศษ เพราะมันคือบททดสอบความเชื่อใจกันในวันที่ร่างกายเริ่มโรยแต่หัวใจยังไม่ยอมแพ้ ส่วนถ้าคุณเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ก็ดูรู้เรื่องและอินได้ไม่ยาก เพราะแกนของมันคือเรื่องง่าย ๆ ที่เราทุกคนเข้าใจ คือการไม่ทิ้งคนที่เรารักไว้กลางความมืดเพียงลำพัง เตรียมไฟในบ้านให้สว่างหน่อย เตรียมหมอนไว้กอด แล้วปล่อยให้เสียงกระซิบในความมืดพาเราไปจนสุดทางโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้กลางทาง

ดู The Conjuring: The Devil Made Me Do It ออนไลน์

นักแสดง

ป้ายกำกับ

คำค้นหายอดนิยม

  • เดอะคอนเจอริ่ง3
  • ปีศาจครอบงำ
  • คดีฆาตกรรม
  • สืบสวนลึกลับ
  • คำสาปและพิธีกรรม
  • รักครอบครัวเสียสละ