

Gravity
เรื่องย่อ Gravity
ถ้าลอยอยู่กลางความมืดที่ไม่มีเสียง ไม่มีพื้นให้ยืน แล้วเหลือแค่ลมหายใจของตัวเอง เราจะยังอยากกลับบ้านอยู่ไหม นั่นคือคำถามเงียบ ๆ ในใจของ ดร.ไรอัน สโตน ตั้งแต่เฟรมแรกของ กราวิตี้ มฤตยูแรงโน้มถ่วง ที่พาเราหลุดจากพื้นโลกขึ้นไปลอยเคว้งอยู่บนวงโคจรพร้อมกับเธอแบบไม่ทันตั้งตัว ดูหนัง กราวิตี้ มฤตยูแรงโน้มถ่วง เต็มเรื่อง แล้วจะเข้าใจเลยว่าทำไมเพื่อนหลายคนที่ดูจบถึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันทั้งสวยทั้งอึดอัดในเวลาเดียวกัน สโตนเป็นวิศวกรอัจฉริยะด้านการแพทย์ที่ขึ้นมาทำภารกิจบนอวกาศครั้งแรกในชีวิต ทุกอย่างสำหรับเธอยังใหม่ไปหมด ทั้งความเบาของร่างกาย การเคลื่อนไหวช้า ๆ ในชุดอวกาศหนา ๆ และภาพโลกสีฟ้าที่ลอยอยู่ตรงหน้าแบบเอื้อมถึงแต่แตะไม่ได้ ตรงกันข้ามกับเธอคือ แม็ตต์ โควัลสกี้ รุ่นพี่นักบินอวกาศผู้มากประสบการณ์ที่ลอยตัวในอวกาศเหมือนเดินเล่นหลังบ้าน พูดเล่นหัวเราะได้แม้ในที่ที่คนธรรมดาจะกลัวจนหายใจไม่ทั่วท้อง ความต่างของคนสองคนนี้แหละที่ทำให้ช่วงต้นของเรื่องอบอุ่นอย่างประหลาด เหมือนเรากำลังแอบดูพี่ชายใจดีสอนน้องสาวให้หัดขี่จักรยาน เพียงแต่สนามของพวกเขาคือสุญญากาศอันเวิ้งว้างเหนือโลกที่ไม่มีที่ให้ล้มแล้วลุกง่าย ๆ สิ่งที่สโตนต้องการจริง ๆ ไม่ใช่ความสำเร็จของภารกิจหรือชื่อเสียงอะไรเลย เธอแค่อยากทำงานของตัวเองให้เสร็จแล้วกลับลงไปใช้ชีวิตเงียบ ๆ ต่อ แต่แล้วหายนะก็มาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยในตอนที่ทั้งคู่กำลังทำ spacewalk อยู่นอกยาน เศษซากที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูงพัดเอาทุกความมั่นคงไปในพริบตา ยานที่เคยเป็นทั้งบ้าน ทั้งที่พัก ทั้งทางกลับ กลายเป็นซากที่ใช้การไม่ได้อีกต่อไป สองคนเหลือแค่เชือกเส้นบาง ๆ ที่ผูกกันไว้กับออกซิเจนที่มีอยู่อย่างจำกัดและความเงียบที่ดังยิ่งกว่าเสียงระเบิดใด ๆ หนังของ แซนดร้า บูลล็อค เลยพาเราไปอยู่ในหัวของสโตนแบบเต็ม ๆ ทั้งเสียงหอบหายใจที่ก้องอยู่ในหมวก ทั้งมือที่สั่นจนแทบคว้าอะไรไม่อยู่ ทั้งความตื่นตระหนกของคนที่รู้ตัวว่ากำลังหลุดออกไปจากโลกทีละนิดโดยไม่มีใครช่วยได้ ความน่ากลัวของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากสัตว์ประหลาดหรือผู้ร้ายที่ไหน แต่มาจากฟิสิกส์ง่าย ๆ อย่างแรงเฉื่อย การหมุนเคว้งไร้ทิศทาง และการนับถอยหลังของอากาศหายใจที่ลดลงทุกวินาทีจนเราคนดูยังเผลอกลั้นหายใจตาม แล้วตรงนี้แหละที่ความสัมพันธ์ของสโตนกับโควัลสกี้ค่อย ๆ กลายเป็นหัวใจของทั้งเรื่อง โควัลสกี้ไม่ได้เป็นแค่เพื่อนร่วมงานที่เก่งกว่า แต่เป็นเหมือนสมอทางใจที่คอยดึงสติเธอกลับมาในตอนที่ความกลัวกำลังจะกลืนเธอไปทั้งตัว เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ชวนคุยเรื่องบ้าน เรื่องชีวิต เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บนโลก เพื่อไม่ให้เธอจมอยู่กับภาพความมืดตรงหน้า ยิ่งลอยห่างออกไปเท่าไหร่ เรายิ่งเห็นว่าสโตนไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่กำลังเอาตัวรอดจากอวกาศ แต่เป็นคนที่กำลังต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวข้างในใจตัวเองด้วย ความเวิ้งว้างข้างนอกมันสะท้อนความว่างเปล่าข้างในอย่างพอดิบพอดี ตอนที่เทคโนโลยี ความรู้ และเสียงจากศูนย์ควบคุมช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือคำถามว่าเราจะยึดอะไรไว้เพื่ออยากมีชีวิตต่อ เธอเริ่มจากการแค่กลัวตาย ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการอยากอยู่ อยากกลับไปเห็นแสงแดด อยากกลับไปเหยียบพื้นดิน อยากกลับไปกอดใครสักคนอีกครั้ง ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ นี้ถูกเล่าผ่านการตัดสินใจทีละเสี้ยววินาที ทั้งการคว้าหาที่ยึดเกาะ การประคองตัวไม่ให้หลุดลอย การเรียนรู้ที่จะสงบลงท่ามกลางความเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง เสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้เรื่องนี้ดูแล้วอิ่มใจแบบแปลก ๆ คือความงามของโลกที่มองจากไกล ๆ ยิ่งตัวละครห่างจากบ้านเท่าไหร่ บ้านยิ่งสวยขึ้นเท่านั้น แสงอาทิตย์ที่สาดมาแบบไม่มีบรรยากาศกรอง ด้านมืดของโลกที่เย็นยะเยือก เสียงวิทยุขาด ๆ หาย ๆ จากผู้คนที่ไม่รู้จักกันแต่พยายามส่งกำลังใจมาให้ ทั้งหมดนี้ทำให้ความลุ้นระทึกมันไม่ใช่แค่ลุ้นว่าจะรอดไหม แต่ลุ้นว่าใจของคนจะยังไม่ยอมแพ้หรือเปล่า จังหวะการเล่ามันกระชับและต่อเนื่องมาก แทบไม่มีช่วงให้พักหายใจ ทุกการขยับตัวเพียงนิดเดียวในสภาวะไร้น้ำหนักอาจหมายถึงความเป็นหรือความตาย ทุกครั้งที่ออกซิเจนใกล้หมด ทุกครั้งที่ต้องย้ายจากซากหนึ่งไปอีกซากหนึ่ง เราจะรู้สึกเหมือนถูกแขวนอยู่ระหว่างความงามกับความตายจริง ๆ แต่หนังก็เล่าอย่างมีรสนิยม ไม่โหดจนดูไม่ได้ ไม่ต้องมีฉากโครมครามตลอดเวลา แค่ใช้ความเงียบ ความมืด และการหายใจของคนคนเดียวก็บีบหัวใจเราได้อยู่หมัดแล้ว ยิ่งดูไปยิ่งรู้สึกถึงความเล็กของมนุษย์เมื่อเทียบกับจักรวาล แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของใจคนที่ไม่ยอมดับง่าย ๆ ด้วย ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร ก็ต้องบอกว่าเหมาะกับคนที่ชอบดราม่าลึก ๆ ที่ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายแต่จุกอยู่ในอก เหมาะกับคนที่นอนดูคนเดียวตอนกลางคืนแล้วอยากได้เรื่องที่ดึงให้เรานิ่งและทบทวนชีวิต หรือจะชวนที่บ้านมานั่งดูด้วยกันแล้วคุยกันต่อหลังจบก็ดีมาก เพราะมันไม่ได้มีแค่ความตื่นเต้นแบบหนังอวกาศทั่วไป แต่มีบทเรียนเรื่องความหวังและการยึดมือใครสักคนไว้ในวันที่โลกทั้งใบเหมือนปล่อยมือจากเรา สายลุ้นก็สนุกได้เพราะลุ้นกันแทบทุกนาทีว่าลมหายใจเฮือกต่อไปจะพาเธอไปถึงตรงไหน ส่วนสายภาพสวยก็อิ่มไปเลยกับวิวโลกจากอวกาศที่ทั้งสงบและน่าเกรงขาม ใครที่กำลังเหนื่อย ๆ เหงา ๆ หรือรู้สึกว่าชีวิตกำลังลอยเคว้งเหมือนไม่มีหลักให้เกาะ ลองเปิดใจให้สโตนกับโควัลสกี้พาลอยสักรอบ แล้วอาจจะพบว่าบางทีแรงที่ดึงเรากลับบ้าน อาจไม่ใช่แรงโน้มถ่วงของโลก แต่เป็นแรงเล็ก ๆ ในใจที่ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อนั่นเอง
ดู Gravity ออนไลน์
นักแสดง
ป้ายกำกับ
- กราวิตี้ มฤตยูแรงโน้มถ่วง
- การเอาชีวิตรอดในสุญญากาศ
- ดราม่ากลางอวกาศ
- นักบินอวกาศหญิง
- ภัยพิบัติบนวงโคจร
- หนังอวกาศเอาชีวิตรอด
- หนังไซไฟระทึกขวัญ
- แซนดร้า บูลล็อค
คำค้นหายอดนิยม
- กราวิตี้ มฤตยูแรงโน้มถ่วง
- หนังอวกาศเอาชีวิตรอด
- นักบินอวกาศหญิง
- ดราม่ากลางอวกาศ
- หนังไซไฟระทึกขวัญ
- แซนดร้า บูลล็อค
- ภัยพิบัติบนวงโคจร
- การเอาชีวิตรอดในสุญญากาศ








