

King of Prism: Pride the Hero
เรื่องย่อ King of Prism: Pride the Hero
เคยสงสัยไหมว่าถ้าเรารักเวทีหนึ่งมากจนยอมแลกทุกอย่างเพื่อยืนอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกนั้นจะพาเราไปได้ไกลแค่ไหน คิงออฟปริซึม กำเนิดฮีโร่ปริซึมสตาร์ พาเรากลับไปเจอคำถามนี้ผ่านรอยยิ้มสั่น ๆ ของเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังจะก้าวขึ้นแสงไฟครั้งแรกในชีวิต ถ้าใครกำลังหา ดูหนัง คิงออฟปริซึม กำเนิดฮีโร่ปริซึมสตาร์ เต็มเรื่อง แบบที่ได้ทั้งความสนุก ความอบอุ่น และแรงฮึดดี ๆ กลับไป เรื่องนี้คือเวทีที่เปิดไฟรอคุณอยู่ตั้งแต่ฉากแรกเลย เสียงเพลงเร่งขึ้น แสงสีวิ่งวนบนพื้นน้ำแข็ง และหัวใจของคนดูก็เต้นตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว เพราะสิ่งที่เปล่งประกายที่สุดไม่ใช่เอฟเฟกต์ แต่คือแววตาของเด็ก ๆ ที่เชื่อว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะเปล่งแสงได้เหมือนรุ่นพี่ที่เคยยืนตรงนี้มาก่อน เป็นการเปิดเรื่องที่ทั้งสดใส ทั้งเร่าร้อน และก็แอบมีความกดดันจาง ๆ ลอยอยู่ เหมือนเรากำลังมองดูใครสักคนที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่ผ่านความฝันของตัวเอง โลกของเรื่องพาเราไปที่โรงเรียนฝึก Edel Rose บ้านหลังเล็ก ๆ ที่อบอุ่นเหมือนครอบครัวของคนที่รัก Prism Show เหมือนกัน ชิน อิจิโจ กับเพื่อนนักเรียนใหม่อีกหกคน รวมเป็นเจ็ดคน ได้ก้าวเข้ามาที่นี่พร้อมกระเป๋าใบเดิมกับหัวใจดวงเดิมที่พองโตด้วยความหวัง พวกเขาอยากเก่งขึ้น อยากเต้นได้พลิ้วขึ้น อยากกระโดด Prism Jump ให้สูงขึ้นอีกนิดในทุกวัน และอยากสักวันหนึ่งจะได้เป็น Prism Star ที่ทำให้คนดูยิ้มได้เหมือนที่ตัวเองเคยยิ้มตอนนั่งดูรุ่นพี่ ชีวิตในโรงเรียนก็เลยมีทั้งเสียงหัวเราะในห้องซ้อม กลิ่นเหงื่อหลังเลิกเรียน การแอบมองเพื่อนแล้วเผลอเปรียบเทียบกับตัวเอง ความน้อยใจเล็ก ๆ ที่ซ้อมเท่าไรก็ยังตามไม่ทัน และมิตรภาพที่ค่อย ๆ ก่อตัวจากการล้มแล้วช่วยกันพยุงขึ้นมาใหม่ สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่คือการพิสูจน์ว่าตัวเองคู่ควรกับเวทีนี้จริง ๆ ส่วนสิ่งที่ขวางอยู่ก็ไม่ใช่แค่ท่ายากหรือคู่แข่ง แต่คือความกลัวในใจที่ถามเบา ๆ ว่าถ้าพยายามที่สุดแล้วยังไม่เปล่งประกาย เราจะยังรักเวทีนี้อยู่ไหม ความสัมพันธ์ของเด็กทั้งเจ็ดเลยค่อย ๆ เปลี่ยนจากเพื่อนร่วมชั้น menjadiพี่น้องที่ผลักกันไปข้างหน้า ใครท้อก็มีคนตบบ่า ใครเผลอหยิ่งก็มีคนดึงกลับมาเบา ๆ เป็นพลังวัยรุ่นที่ดูแล้วใจฟูมาก แต่ในขณะที่ความฝันกำลังผลิบาน เมฆก้อนใหญ่ก็ลอยมาบังแสงจนได้ เมื่อฝั่ง Schwarz Rose ที่นำโดย จิน โนริซึกิ เริ่มขยับแผนบางอย่างที่สั่นคลอนถึงการอยู่รอดของ Edel Rose จากโรงเรียนที่เป็นบ้าน เป็นที่ซ้อม เป็นที่ร้องไห้และหัวเราะ ที่แห่งนี้กลับต้องเผชิญกับแรงกดดันจากโลกผู้ใหญ่ ทั้งเรื่องเงิน เรื่องหนี้สิน เรื่องชื่อเสียง และเรื่องการตัดสินใจที่ไม่มีคำตอบไหนถูกใจทุกคน เด็ก ๆ ที่เคยคิดแค่ว่าซ้อมให้หนักก็พอ ก็ต้องเริ่มเรียนรู้ว่าเบื้องหลังแสงไฟนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย และความฝันของตัวเองอาจผูกอยู่กับความฝันของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ตรงนี้แหละที่ทำให้เรื่องมีมิติของความเป็นผู้ใหญ่แทรกเข้ามา ไม่ได้มีแค่ความสดใส แต่มีความขม มีความลังเล มีคืนที่นอนไม่หลับเพราะกลัวว่าจะรักษาบ้านหลังนี้ไว้ไม่ได้ แล้วคำถามสำคัญก็ค่อย ๆ ชัดขึ้นว่า ถ้ารักที่นี่จริง เราจะยอมเสียสละอะไรเพื่อปกป้องมันบ้าง ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง วงรุ่นพี่อย่าง Over The Rainbow ที่เคยเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ของทุกคน ก็ตัดสินใจพักงานอย่างไม่มีกำหนดเพื่อยื่นมือมาช่วย Edel Rose เป็นการตัดสินใจที่เท่มากแต่ก็เจ็บมากเหมือนกัน เพราะแปลว่าสมาชิกทั้งสามต้องแยกย้ายกันไปคนละทางเพื่อหาเงินก้อนโตมาช่วยบ้านหลังนี้ โคจิ เลือกบินไกลไปถึงฮอลลีวูดเพื่อทำงานดนตรีประกอบภาพยนตร์ ต้องไปอยู่ในโลกใหม่ที่ไม่มีเสียงเชียร์คุ้นเคย ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยภาษาดนตรีล้วน ๆ ท่ามกลางความเหงาและความกดดัน ส่วน คาซึกิ เลือกวางแสงไฟในเมืองใหญ่ไว้ข้างหลังแล้วออกเดินทางสายสตรีท เพื่อกลับไปหาจุดเริ่มต้น กลับไปฟังเสียงหัวใจตัวเองว่าทำไมถึงรักการแสดงตั้งแต่แรก เป็นการเดินทางที่ทั้งอิสระทั้งโดดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน ขณะที่ ฮิโร ก็เลือกขังตัวเองอยู่กับการฝึกพิเศษที่เข้มข้นกว่าเดิมหลายเท่า เพราะเขาเชื่อว่าถ้าตัวเองยังไม่แข็งแรงพอ ก็จะปกป้องใครไม่ได้เลย แม้จะอยู่กันคนละที่ เจอโจทย์กันคนละแบบ แต่ทั้งสามคนกำลังถามคำถามเดียวกันว่า pride หรือความภาคภูมิใจในฐานะ Prism Star ของเราคืออะไรกันแน่ เป็นชื่อเสียงหรือเป็นคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองและกับคนที่เชื่อในเรา การแยกกันครั้งนี้เลยไม่ได้รู้สึกเหมือนพล็อตให้ตัวละครหายไป แต่เหมือนเรากำลังแอบมองเพื่อนที่กำลังโต ผ่านการร้องไห้เงียบ ๆ การกัดฟันสู้ และการค่อย ๆ เข้าใจว่าการจะเปล่งแสงบนเวทีได้ เบื้องหลังต้องผ่านความมืดมาเยอะแค่ไหน ความผูกพันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องก็ยิ่งลึกขึ้น เพราะรุ่นน้องได้เห็นว่าฮีโร่ของตัวเองก็มีวันที่สั่นไหวเหมือนกัน ส่วนรุ่นพี่ก็ได้เรียนรู้ว่าบางครั้งการปล่อยมือให้รุ่นน้องได้ลองยืนเอง คือความรักอีกรูปแบบหนึ่ง สิ่งที่ทำให้การดูเรื่องนี้สนุกจนแทบลุกจากเก้าอี้ คือการออกแบบ Prism Show ที่จัดเต็มทั้งภาพ เสียง และจังหวะหัวใจ เป็นการผสมกันของการสเกตน้ำแข็ง เพลงป๊อปจังหวะเร้าใจ แสงสีวิบวับ และท่า Prism Jump ที่เหนือจินตนาการจนคนดูอยากลุกขึ้นปรบมือเหมือนนั่งอยู่หน้าเวทีจริง ๆ จังหวะเล่าจะสลับไปมาระหว่างชีวิตประจำวันในโรงเรียนที่ชวนอมยิ้ม กับช่วงขึ้นเวทีที่เร่งเร้าจนหายใจไม่ทั่วท้อง สีภาพสว่างเป็นประกาย เสื้อผ้าหน้าผมของแต่ละคนก็มีคาแรกเตอร์ชัดจนจำได้ตั้งแต่เห็นเงาไกล ๆ ดูแล้วไม่ต้องคิดเยอะ แค่ปล่อยใจไปกับเสียงเพลงกับรอยยิ้มของเด็ก ๆ ก็อิ่มแล้ว ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร ก็ต้องบอกว่าเหมาะมากกับคนรักแอนิเมชันไอดอลสายอบอุ่นหัวใจ คนที่ชอบดราม่ามิตรภาพ ความสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้อง และหนังที่ดูจบแล้วรู้สึกมีแรงลุกไปทำตามฝันของตัวเองต่อ จะดูคนเดียวในคืนเหงา ๆ เพื่อชาร์จพลัง หรือจะชวนเพื่อน ชวนครอบครัวมานั่งดูด้วยกันแล้วช่วยกันเชียร์เด็ก ๆ บนน้ำแข็งก็ได้หมดเลย เพราะสุดท้ายแล้วนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการแข่งขัน แต่คือเรื่องของเด็กกลุ่มหนึ่งที่กำลังเรียนรู้จะภูมิใจในตัวเอง โดยไม่ต้องดับแสงของใครลงเลยแม้แต่นิดเดียว
ดู King of Prism: Pride the Hero ออนไลน์
ป้ายกำกับ
คำค้นหายอดนิยม
- คิงออฟปริซึม
- ปริซึมโชว์
- โรงเรียนฝึกไอดอล
- รุ่นพี่รุ่นน้อง
- การเสียสละเพื่อส่วนรวม
- ดราม่าวงการบันเทิง
