Late Night with the Devil

Late Night with the Devil

คืนนี้ผีมาคุย
★ 7.1/10 2024 93 นาที ภาพยนตร์ สยองขวัญ
ตัวอย่าง

ตัวอย่าง Late Night with the Devil

เรื่องย่อ Late Night with the Devil

เคยสงสัยไหมว่าถ้าคืนหนึ่งเราต้องยิ้มออกกล้องทั้งที่ในใจกำลังกลัวจนแทบยืนไม่ไหว เราจะยังฝืนทำต่อไปได้หรือเปล่า นั่นแหละคือคำถามที่ลอยอยู่ในใจของพิธีกรหนุ่มใหญ่ใน คืนนี้ผีมาคุย ตั้งแต่ไฟสตูดิโอสว่างขึ้นในคืนฮาโลวีนปี 1977 ถ้าใครกำลังคิดจะ ดูหนัง คืนนี้ผีมาคุย เต็มเรื่อง อยากให้ลองนึกภาพตามกันก่อนว่าเรากำลังนั่งอยู่บนโซฟาผ้าเก่า ๆ หน้าทีวีเครื่องใหญ่ที่ภาพยังเป็นเม็ด ๆ อยู่เลย เสียงซ่าเบา ๆ ดังคลอมาตลอดเวลา กลิ่นกาแฟจาง ๆ จากในครัว แล้วจู่ ๆ ภาพตัดมาที่รอยยิ้มกว้าง ๆ ของผู้ชายคนหนึ่งที่เราคุ้นเคยดี เพราะเขาโผล่มาทุกคืนทางช่องเดิม เวลาเดิม เขาคือเจ้าของรายการทอล์กโชว์ยามดึกที่เคยอบอุ่นและเป็นกันเองมาก ๆ เป็นเหมือนเพื่อนที่แวะมาทักทายก่อนนอนทุกคืน แต่คืนนี้แววตาของเขาดูเหนื่อยล้ากว่าทุกครั้ง เหมือนคนที่นอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว และกำลังแอบหวังลึก ๆ ว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล เพราะเรตติ้งที่เคยดีกำลังตกลงมาเรื่อย ๆ คู่แข่งก็แซงหน้าไปไกลแล้ว เขาก็เลยต้องการแค่คืนเดียวเท่านั้น คืนที่จะทำให้คนทั้งประเทศจำชื่อเขาได้อีกครั้ง ความอยากตรงนี้แหละที่ทั้งน่าเห็นใจและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน เพราะเรารู้สึกได้เลยว่าเขาไม่ใช่คนชั่วร้ายอะไรเลย เขาแค่เป็นคนทำงานที่รักเวที รักเสียงปรบมือ และกลัวการถูกลืมจนยอมแลกหลายอย่างเพื่อจะได้อยู่ต่อหน้ากล้องต่อไปอีกสักนิด สิ่งที่ทำให้เราอินกับเขามาก ๆ ก็คือเขาไม่ได้สู้อยู่คนเดียว เขามีทีมงานหลังกล้องที่เหมือนครอบครัวเล็ก ๆ มีโปรดิวเซอร์ที่คอยกระซิบข้างหู มีวงดนตรีประจำรายการที่เล่นมุกกันทุกเบรก มีแขกรับเชิญที่ถูกเชิญมาเพื่อเรียกเสียงฮือฮาในคืนพิเศษนี้โดยเฉพาะ ทั้งนักพลังจิต ทั้งนักมายากลสายดีเบตที่ชอบจับผิดเรื่องเหนือธรรมชาติ แล้วก็เด็กสาวคนหนึ่งที่ดูเงียบ ๆ แต่แววตาของเธอกลับนิ่งเกินวัยจนน่าขนลุก ทุกคนต่างขึ้นมาบนเวทีด้วยความหวังของตัวเอง บางคนอยากดัง บางคนอยากพิสูจน์ว่าผีไม่มีจริง บางคนอยากเล่าเรื่องที่ติดอยู่ในใจมานาน แต่พอไฟส่องลงมากลางเวทีพร้อมเสียงหัวเราะของผู้ชมในห้องส่ง เรากลับเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดจังหวะไปนิดหน่อย จากรายการที่เคยไหลลื่น สนุกสนาน ชวนคุยเล่นเหมือนทุกคืน มันค่อย ๆ มีรอยสะดุดเล็ก ๆ แทรกเข้ามา ไฟกะพริบวูบหนึ่งโดยไม่มีใครพูดถึง เสียงไมค์หายไปเสี้ยววินาที รอยยิ้มของพิธีกรที่ค้างนานเกินไปนิดหนึ่ง ความเงียบในห้องส่งที่นานผิดปกติจนเราที่นั่งดูอยู่ทางบ้านยังต้องกลืนน้ำลายตาม ความสัมพันธ์ระหว่างคนบนเวทีก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยหยอกล้อกันแบบเพื่อนร่วมงาน ก็เริ่มมีความระแวง มีการประชดประชัน มีการพยายามคุมเกมกันเอง เพราะต่างคนต่างกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นตัวตลกกลางรายการสดที่ไม่มีเทปให้ตัดต่อใหม่ได้เลย แล้วพิธีกรของเราที่ตอนแรกดูมั่นใจมาก ๆ ก็เริ่มเผยด้านที่เปราะบางออกมาให้เห็นทีละนิด เขาเริ่มพูดเร็วขึ้น หัวเราะกลบเกลื่อนบ่อยขึ้น และพยายามดึงทุกอย่างกลับมาให้อยู่ในสคริปต์ ทั้งที่จริง ๆ แล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้ามันอยู่นอกเหนือสคริปต์ไปไกลแล้ว เสน่ห์ที่ทำให้เรื่องนี้หลอนแบบไม่เหมือนใครก็คือการที่มันใช้ทีวีเป็นทั้งเวทีและกับดักไปพร้อมกัน ลองคิดดูนะว่าในยุคที่ยังไม่มีมือถือ ไม่มียูทูบ ไม่มีปุ่มกดข้าม ทีวีคือศูนย์กลางของบ้านจริง ๆ ทุกคนนั่งล้อมวงกันหน้าจอเดียวกัน หัวเราะพร้อมกัน เงียบพร้อมกัน แล้วถ้าคืนหนึ่งสิ่งที่อยู่ในจอนั้นไม่ได้แค่อยากให้เราหัวเราะ แต่มันอยากเดินออกมาหาเราผ่านคลื่นสัญญาณล่ะ ความรู้สึกปลอดภัยของห้องนั่งเล่นที่เราเคยนอนขดตัวดูรายการอย่างสบายใจก็จะหายไปในพริบตาเลย หนังค่อย ๆ เล่นกับความไว้ใจตรงนี้อย่างใจเย็นมาก ไม่ได้รีบตุ้งแช่ให้เราตกใจ แต่ค่อย ๆ ปล่อยให้บรรยากาศเรียลไทม์ของการถ่ายทอดสดมันบีบเราทีละนิด เราจะได้เห็นทั้งภาพที่คนทางบ้านเห็นจริง ๆ ทั้งภาพเบื้องหลังตอนพักเบรกโฆษณาที่พิธีกรเช็ดเหงื่อ กระซิบคุยกับทีมงาน สีภาพแบบฟิล์มเก่า ๆ โทนอุ่น ๆ หม่น ๆ เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ เสียงดนตรีประกอบที่ฟังดูคุ้นเคย กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเรารู้ว่ามีบางอย่างกำลังจ้องกลับมาจากหลังกล้อง จากมุมมืดของสตูดิโอ จากรอยยิ้มของแขกที่ไม่ยอมกระพริบตา มันเป็นความกลัวที่ไม่ได้มาจากผีโผล่มาตรง ๆ แต่มาจากความรู้สึกว่าเรากำลังเป็นพยานในความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครกดหยุดได้ และเราก็เป็นหนึ่งในผู้ชมหลายล้านคนในคืนนั้นที่เปลี่ยนช่องหนีไม่ทันเสียแล้ว อีกอย่างที่เราชอบมากคือหนังไม่ได้เล่าแค่เรื่องผี แต่เล่าเรื่องคนได้อย่างน่าเห็นใจสุด ๆ พิธีกรคนนี้เขาแบกทั้งความทะเยอทะยาน ความเหงา และความรู้สึกผิดที่เขาไม่เคยพูดออกมาตรง ๆ เอาไว้เต็มอก เขาอยากเป็นที่รัก อยากให้รายการอยู่รอด อยากพิสูจน์ว่าตัวเองยังไหว ทั้งที่ลึก ๆ แล้วเขาก็รู้ว่าการเอาความลี้ลับมาเล่นเป็นโชว์เรียกเรตติ้งมันเสี่ยงแค่ไหน แต่พอแสงไฟส่องหน้า เสียงผู้ชมดังขึ้นมา เขาก็เลือกจะไปต่อ เหมือนคนที่ขับรถเลยทางแยกมาแล้วแต่ไม่กล้าเบรก ได้แต่มองกระจกหลังแล้วหวังว่าทุกอย่างจะไม่แย่ไปกว่านี้ ความสัมพันธ์รอบตัวเขาก็ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางนี้ ทั้งเพื่อนร่วมงานที่หวังดีแต่ก็กดดัน ทั้งแขกที่ท้าทายเขาแบบซึ่งหน้า ทั้งคนดูที่ส่งเสียงเชียร์ให้เขาเดินหน้าต่อโดยไม่รู้ว่ากำลังผลักเขาเข้าใกล้ขอบเหวมากขึ้นทุกที เราในฐานะคนดูเลยรู้สึกทั้งลุ้น ทั้งสงสาร ทั้งอยากตะโกนบอกให้เขาพอได้แล้ว แต่ก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงหยุดไม่ได้ เพราะบางครั้งความกลัวการถูกลืมมันน่ากลัวกว่าผีเสียอีก แล้วพอเรื่องเริ่มไต่ระดับจากความสนุกไปสู่ความไม่ชอบมาพากล เราจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรากำลังสนุกกับการดูคนอื่นเสี่ยงอันตรายอยู่หรือเปล่า เราเป็นแค่ผู้ชมจริง ๆ หรือเรากำลังมีส่วนร่วมในการเปิดประตูบานนี้ไปด้วยกันโดยไม่รู้ตัว ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร เราว่าเหมาะมากกับคนที่ชอบหนังผีบรรยากาศ ไม่เน้นเสียงดังตุ้งแช่ แต่เน้นความหลอนที่ค่อย ๆ ซึมเข้ามาในใจ ดูคนเดียวตอนดึก ๆ ปิดไฟ เหลือแค่แสงทีวีก็ได้ฟีลสุด ๆ หรือจะชวนเพื่อน ชวนแฟน หรือดูกับครอบครัวสายแข็งที่ชอบลุ้นไปด้วยกันแล้วเอาไว้มาคุยกันต่อหลังจบก็สนุกดี เพราะมันมีทั้งกลิ่นอายย้อนยุคยุคเจ็ดศูนย์ที่ทำถึงมาก ทั้งมุกตล์กโชว์เก่า ๆ ที่ดูเพลิน ทั้งจังหวะที่ค่อย ๆ พาเราจากเสียงหัวเราะไปสู่ความเงียบที่น่ากลัวที่สุด ใครที่ชอบงานฟุตเทจเก่า ชอบหนังที่เล่าเหมือนเทปลับที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่ ชอบตั้งคำถามเรื่องความโลภ ความประมาท และราคาของชื่อเสียง จะยิ่งอินเป็นพิเศษเลย รับรองว่าดูจบแล้วจะไม่แค่รู้สึกกลัว แต่จะรู้สึกอิ่ม ๆ หน่วง ๆ เหมือนเพิ่งนั่งอยู่หน้าจอเครื่องเก่าเครื่องนั้นจริง ๆ แล้วเพิ่งรู้ตัวว่าเราเองก็เป็นหนึ่งในผู้ชมในคืนนั้นไปเสียแล้ว โดยที่หนังไม่ต้องเฉลยอะไรให้หมดเปลือกเลย แค่ทิ้งความรู้สึกค้างคาให้เรานั่งเงียบ ๆ อยู่หน้าจอที่ดับไปแล้วอีกพักใหญ่ ๆ นั่นแหละ

เรื่องย่อ Late Night with the Devil

เคยสงสัยไหมว่าถ้าคืนหนึ่งเราต้องยิ้มออกกล้องทั้งที่ในใจกำลังกลัวจนแทบยืนไม่ไหว เราจะยังฝืนทำต่อไปได้หรือเปล่า นั่นแหละคือคำถามที่ลอยอยู่ในใจของพิธีกรหนุ่มใหญ่ใน คืนนี้ผีมาคุย ตั้งแต่ไฟสตูดิโอสว่างขึ้นในคืนฮาโลวีนปี 1977 ถ้าใครกำลังคิดจะ ดูหนัง คืนนี้ผีมาคุย เต็มเรื่อง อยากให้ลองนึกภาพตามกันก่อนว่าเรากำลังนั่งอยู่บนโซฟาผ้าเก่า ๆ หน้าทีวีเครื่องใหญ่ที่ภาพยังเป็นเม็ด ๆ อยู่เลย เสียงซ่าเบา ๆ ดังคลอมาตลอดเวลา กลิ่นกาแฟจาง ๆ จากในครัว แล้วจู่ ๆ ภาพตัดมาที่รอยยิ้มกว้าง ๆ ของผู้ชายคนหนึ่งที่เราคุ้นเคยดี เพราะเขาโผล่มาทุกคืนทางช่องเดิม เวลาเดิม เขาคือเจ้าของรายการทอล์กโชว์ยามดึกที่เคยอบอุ่นและเป็นกันเองมาก ๆ เป็นเหมือนเพื่อนที่แวะมาทักทายก่อนนอนทุกคืน แต่คืนนี้แววตาของเขาดูเหนื่อยล้ากว่าทุกครั้ง เหมือนคนที่นอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว และกำลังแอบหวังลึก ๆ ว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล เพราะเรตติ้งที่เคยดีกำลังตกลงมาเรื่อย ๆ คู่แข่งก็แซงหน้าไปไกลแล้ว เขาก็เลยต้องการแค่คืนเดียวเท่านั้น คืนที่จะทำให้คนทั้งประเทศจำชื่อเขาได้อีกครั้ง ความอยากตรงนี้แหละที่ทั้งน่าเห็นใจและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน เพราะเรารู้สึกได้เลยว่าเขาไม่ใช่คนชั่วร้ายอะไรเลย เขาแค่เป็นคนทำงานที่รักเวที รักเสียงปรบมือ และกลัวการถูกลืมจนยอมแลกหลายอย่างเพื่อจะได้อยู่ต่อหน้ากล้องต่อไปอีกสักนิด

สิ่งที่ทำให้เราอินกับเขามาก ๆ ก็คือเขาไม่ได้สู้อยู่คนเดียว เขามีทีมงานหลังกล้องที่เหมือนครอบครัวเล็ก ๆ มีโปรดิวเซอร์ที่คอยกระซิบข้างหู มีวงดนตรีประจำรายการที่เล่นมุกกันทุกเบรก มีแขกรับเชิญที่ถูกเชิญมาเพื่อเรียกเสียงฮือฮาในคืนพิเศษนี้โดยเฉพาะ ทั้งนักพลังจิต ทั้งนักมายากลสายดีเบตที่ชอบจับผิดเรื่องเหนือธรรมชาติ แล้วก็เด็กสาวคนหนึ่งที่ดูเงียบ ๆ แต่แววตาของเธอกลับนิ่งเกินวัยจนน่าขนลุก ทุกคนต่างขึ้นมาบนเวทีด้วยความหวังของตัวเอง บางคนอยากดัง บางคนอยากพิสูจน์ว่าผีไม่มีจริง บางคนอยากเล่าเรื่องที่ติดอยู่ในใจมานาน แต่พอไฟส่องลงมากลางเวทีพร้อมเสียงหัวเราะของผู้ชมในห้องส่ง เรากลับเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดจังหวะไปนิดหน่อย จากรายการที่เคยไหลลื่น สนุกสนาน ชวนคุยเล่นเหมือนทุกคืน มันค่อย ๆ มีรอยสะดุดเล็ก ๆ แทรกเข้ามา ไฟกะพริบวูบหนึ่งโดยไม่มีใครพูดถึง เสียงไมค์หายไปเสี้ยววินาที รอยยิ้มของพิธีกรที่ค้างนานเกินไปนิดหนึ่ง ความเงียบในห้องส่งที่นานผิดปกติจนเราที่นั่งดูอยู่ทางบ้านยังต้องกลืนน้ำลายตาม ความสัมพันธ์ระหว่างคนบนเวทีก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยหยอกล้อกันแบบเพื่อนร่วมงาน ก็เริ่มมีความระแวง มีการประชดประชัน มีการพยายามคุมเกมกันเอง เพราะต่างคนต่างกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นตัวตลกกลางรายการสดที่ไม่มีเทปให้ตัดต่อใหม่ได้เลย แล้วพิธีกรของเราที่ตอนแรกดูมั่นใจมาก ๆ ก็เริ่มเผยด้านที่เปราะบางออกมาให้เห็นทีละนิด เขาเริ่มพูดเร็วขึ้น หัวเราะกลบเกลื่อนบ่อยขึ้น และพยายามดึงทุกอย่างกลับมาให้อยู่ในสคริปต์ ทั้งที่จริง ๆ แล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้ามันอยู่นอกเหนือสคริปต์ไปไกลแล้ว

เสน่ห์ที่ทำให้เรื่องนี้หลอนแบบไม่เหมือนใครก็คือการที่มันใช้ทีวีเป็นทั้งเวทีและกับดักไปพร้อมกัน ลองคิดดูนะว่าในยุคที่ยังไม่มีมือถือ ไม่มียูทูบ ไม่มีปุ่มกดข้าม ทีวีคือศูนย์กลางของบ้านจริง ๆ ทุกคนนั่งล้อมวงกันหน้าจอเดียวกัน หัวเราะพร้อมกัน เงียบพร้อมกัน แล้วถ้าคืนหนึ่งสิ่งที่อยู่ในจอนั้นไม่ได้แค่อยากให้เราหัวเราะ แต่มันอยากเดินออกมาหาเราผ่านคลื่นสัญญาณล่ะ ความรู้สึกปลอดภัยของห้องนั่งเล่นที่เราเคยนอนขดตัวดูรายการอย่างสบายใจก็จะหายไปในพริบตาเลย หนังค่อย ๆ เล่นกับความไว้ใจตรงนี้อย่างใจเย็นมาก ไม่ได้รีบตุ้งแช่ให้เราตกใจ แต่ค่อย ๆ ปล่อยให้บรรยากาศเรียลไทม์ของการถ่ายทอดสดมันบีบเราทีละนิด เราจะได้เห็นทั้งภาพที่คนทางบ้านเห็นจริง ๆ ทั้งภาพเบื้องหลังตอนพักเบรกโฆษณาที่พิธีกรเช็ดเหงื่อ กระซิบคุยกับทีมงาน สีภาพแบบฟิล์มเก่า ๆ โทนอุ่น ๆ หม่น ๆ เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ เสียงดนตรีประกอบที่ฟังดูคุ้นเคย กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเรารู้ว่ามีบางอย่างกำลังจ้องกลับมาจากหลังกล้อง จากมุมมืดของสตูดิโอ จากรอยยิ้มของแขกที่ไม่ยอมกระพริบตา มันเป็นความกลัวที่ไม่ได้มาจากผีโผล่มาตรง ๆ แต่มาจากความรู้สึกว่าเรากำลังเป็นพยานในความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครกดหยุดได้ และเราก็เป็นหนึ่งในผู้ชมหลายล้านคนในคืนนั้นที่เปลี่ยนช่องหนีไม่ทันเสียแล้ว

อีกอย่างที่เราชอบมากคือหนังไม่ได้เล่าแค่เรื่องผี แต่เล่าเรื่องคนได้อย่างน่าเห็นใจสุด ๆ พิธีกรคนนี้เขาแบกทั้งความทะเยอทะยาน ความเหงา และความรู้สึกผิดที่เขาไม่เคยพูดออกมาตรง ๆ เอาไว้เต็มอก เขาอยากเป็นที่รัก อยากให้รายการอยู่รอด อยากพิสูจน์ว่าตัวเองยังไหว ทั้งที่ลึก ๆ แล้วเขาก็รู้ว่าการเอาความลี้ลับมาเล่นเป็นโชว์เรียกเรตติ้งมันเสี่ยงแค่ไหน แต่พอแสงไฟส่องหน้า เสียงผู้ชมดังขึ้นมา เขาก็เลือกจะไปต่อ เหมือนคนที่ขับรถเลยทางแยกมาแล้วแต่ไม่กล้าเบรก ได้แต่มองกระจกหลังแล้วหวังว่าทุกอย่างจะไม่แย่ไปกว่านี้ ความสัมพันธ์รอบตัวเขาก็ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางนี้ ทั้งเพื่อนร่วมงานที่หวังดีแต่ก็กดดัน ทั้งแขกที่ท้าทายเขาแบบซึ่งหน้า ทั้งคนดูที่ส่งเสียงเชียร์ให้เขาเดินหน้าต่อโดยไม่รู้ว่ากำลังผลักเขาเข้าใกล้ขอบเหวมากขึ้นทุกที เราในฐานะคนดูเลยรู้สึกทั้งลุ้น ทั้งสงสาร ทั้งอยากตะโกนบอกให้เขาพอได้แล้ว แต่ก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงหยุดไม่ได้ เพราะบางครั้งความกลัวการถูกลืมมันน่ากลัวกว่าผีเสียอีก แล้วพอเรื่องเริ่มไต่ระดับจากความสนุกไปสู่ความไม่ชอบมาพากล เราจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรากำลังสนุกกับการดูคนอื่นเสี่ยงอันตรายอยู่หรือเปล่า เราเป็นแค่ผู้ชมจริง ๆ หรือเรากำลังมีส่วนร่วมในการเปิดประตูบานนี้ไปด้วยกันโดยไม่รู้ตัว

ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร เราว่าเหมาะมากกับคนที่ชอบหนังผีบรรยากาศ ไม่เน้นเสียงดังตุ้งแช่ แต่เน้นความหลอนที่ค่อย ๆ ซึมเข้ามาในใจ ดูคนเดียวตอนดึก ๆ ปิดไฟ เหลือแค่แสงทีวีก็ได้ฟีลสุด ๆ หรือจะชวนเพื่อน ชวนแฟน หรือดูกับครอบครัวสายแข็งที่ชอบลุ้นไปด้วยกันแล้วเอาไว้มาคุยกันต่อหลังจบก็สนุกดี เพราะมันมีทั้งกลิ่นอายย้อนยุคยุคเจ็ดศูนย์ที่ทำถึงมาก ทั้งมุกตล์กโชว์เก่า ๆ ที่ดูเพลิน ทั้งจังหวะที่ค่อย ๆ พาเราจากเสียงหัวเราะไปสู่ความเงียบที่น่ากลัวที่สุด ใครที่ชอบงานฟุตเทจเก่า ชอบหนังที่เล่าเหมือนเทปลับที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่ ชอบตั้งคำถามเรื่องความโลภ ความประมาท และราคาของชื่อเสียง จะยิ่งอินเป็นพิเศษเลย รับรองว่าดูจบแล้วจะไม่แค่รู้สึกกลัว แต่จะรู้สึกอิ่ม ๆ หน่วง ๆ เหมือนเพิ่งนั่งอยู่หน้าจอเครื่องเก่าเครื่องนั้นจริง ๆ แล้วเพิ่งรู้ตัวว่าเราเองก็เป็นหนึ่งในผู้ชมในคืนนั้นไปเสียแล้ว โดยที่หนังไม่ต้องเฉลยอะไรให้หมดเปลือกเลย แค่ทิ้งความรู้สึกค้างคาให้เรานั่งเงียบ ๆ อยู่หน้าจอที่ดับไปแล้วอีกพักใหญ่ ๆ นั่นแหละ

ดู Late Night with the Devil ออนไลน์

นักแสดง

ป้ายกำกับ

คำค้นหายอดนิยม

  • หนังสยองขวัญ
  • ทอล์กโชว์ยามดึก
  • ถ่ายทอดสด
  • คืนฮาโลวีน 1977
  • พิธีกรรายการทีวี
  • สตูดิโอโทรทัศน์
  • เรื่องเหนือธรรมชาติ
  • เรตติ้งรายการ