

Battle: Los Angeles
เรื่องย่อ Battle: Los Angeles
ถ้าคนที่กำลังนับวันรอวางมือจากสนามรบต้องกลับมาแบกปืนอีกครั้งในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม เขาจะรู้สึกอย่างไรกันนะ วันยึดโลก พาเราไปเจอกับคำถามนั้นผ่านชีวิตของจ่าสิบเอกไมเคิล แนนซ์ นายทหารนาวิกโยธินที่รับราชการมานานจนร่างกายและหัวใจเริ่มล้าเต็มที เขาอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อยากจะเกษียณ อยากจะกลับไปใช้ชีวิตเงียบ ๆ แบบคนธรรมดา อยากทิ้งเสียงปืน เสียงวิทยุ และความสูญเสียไว้ข้างหลัง แต่เหมือนโชคชะตาจะยังไม่ยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ เพราะในขณะที่เขากำลังเตรียมจะบอกลาเครื่องแบบ ท้องฟ้าเหนือเมืองใหญ่ทั่วโลกกลับเริ่มมีอะไรบางอย่างผิดปกติ มีแสงประหลาด มีวัตถุที่ตกลงมาจากฟากฟ้าด้วยความเร็วที่น่าตกใจ และมีข่าวลือหนาหูที่ค่อย ๆ กลายเป็นความจริงตรงหน้า ความรู้สึกของแนนซ์ในตอนนั้นเลยเป็นส่วนผสมของความเหนื่อย ความลังเล และความรับผิดชอบที่ยังค้างคาในใจ เขาไม่ใช่ฮีโร่ที่อยากจะกู้โลกด้วยความห้าวหาญ แต่เป็นคนธรรมดาที่เคยผ่านสมรภูมิมาเยอะจนรู้ดีว่าสงครามแต่ละครั้งต้องแลกด้วยอะไรบ้าง และการต้องกลับไปนำทีมอีกครั้งในวันที่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าศัตรูคือใคร มันหนักหนากว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเลยจริง ๆ โลกของเรื่องค่อย ๆ ขยายจากความสงสัยเล็ก ๆ ไปสู่ความโกลาหลระดับโลกอย่างรวดเร็ว ตอนแรกมันเริ่มจากร่องรอยการพบเห็นยูเอฟโอที่ถูกพูดถึงกันมานานหลายปี ทั้งที่บัวโนสไอเรส โซล ฝรั่งเศส เยอรมนี จีน ต่างก็มีรายงาน มีคลิป มีพยานที่ยืนยันว่าเห็นอะไรบางอย่างบนฟ้า แต่ก็ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่ามันคืออะไร จนกระทั่งในปี 2011 สิ่งที่เคยเป็นแค่เรื่องเล่าก็กลายเป็นฝันร้ายที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ไม่ใช่แค่เมืองใดเมืองหนึ่งที่ถูกโจมตี แต่ทุกเมืองใหญ่ตกเป็นเป้าในเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้คนตื่นตระหนก ระบบสื่อสารปั่นป่วน รัฐบาลและกองทัพต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เคยมีในตำรามาก่อน และท่ามกลางความมืดมิดนั้น ลอสแอนเจลิสกลายเป็นหนึ่งในแนวรบสำคัญที่สุด เป็นเมืองที่เคยเต็มไปด้วยแสงสีเสียงเพลง กลับต้องกลายเป็นพื้นที่อพยพ พื้นที่สู้รบ และพื้นที่แห่งความหวังสุดท้ายไปพร้อมกัน แนนซ์ได้รับคำสั่งให้กลับมาประจำการและนำหน่วยทหารเล็ก ๆ หน่วยหนึ่งเข้าไปปฏิบัติภารกิจในเขตที่ถูกยึดครอง สิ่งที่เขาต้องการในตอนแรกนั้นเรียบง่ายมาก คือพาทุกคนทำงานให้จบ พาคนที่ต้องช่วยออกมาให้ได้ แล้วพาทีมกลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่สิ่งที่ขวางอยู่ตรงหน้ากลับไม่ใช่ทหารฝ่ายตรงข้ามที่พอจะเดาทางได้ หากเป็นกองกำลังจากนอกโลกที่ไม่รู้ที่มา ไม่รู้ภาษา ไม่รู้จุดประสงค์ และมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่ามนุษย์ไปหลายขั้น ทุกย่างก้าวในเมืองที่พังทลายจึงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าจะมีอะไรโผล่มาจากหลังซากตึก จากอุโมงค์ หรือจากบนฟ้า ความกลัวแบบนี้มันกัดกินขวัญกำลังใจทีละน้อย และทำให้แม้แต่ทหารที่ผ่านศึกมาเยอะยังต้องกลืนน้ำลายก่อนจะก้าวต่อไป สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้อบอุ่นและจับใจกว่าหนังเอเลี่ยนบุกโลกทั่วไป คือความสัมพันธ์ของคนในทีมที่ต้องฝากชีวิตไว้กับคนข้าง ๆ แนนซ์ไม่ได้มาในฐานะผู้บังคับบัญชาที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เขามีอดีต มีบาดแผล มีเรื่องที่ยังค้างคาใจจากการสูญเสียลูกน้องในอดีต ซึ่งทำให้เขาถูกมองด้วยสายตาที่ทั้งเคารพและตั้งคำถามในเวลาเดียวกัน ลูกทีมของเขาก็มีทั้งทหารหนุ่มที่ยังไม่เคยเห็นสงครามจริง ทหารที่กำลังจะเป็นพ่อคน ทหารที่ปากแข็งแต่ใจอ่อน และเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ที่ต้องมาร่วมทางกันโดยไม่คาดคิด ทุกคนมีคนที่รออยู่ที่บ้าน มีเหตุผลของตัวเองที่อยากจะมีชีวิตรอดกลับไป แรก ๆ ความไว้เนื้อเชื่อใจยังสั่นคลอน เพราะไม่มีใครรู้ว่าแนนซ์จะพาพวกเขาไปรอดหรือไปตาย แต่พอต้องหมอบหลบกระสุนด้วยกัน แบ่งน้ำกันดื่ม ช่วยกันแบกคนเจ็บฝ่ากลุ่มควัน และตัดสินใจในเสี้ยววินาทีว่าใครควรไปก่อนใครควรอยู่หลัง กำแพงในใจก็ค่อย ๆ ละลาย ความเป็นผู้นำของแนนซ์ไม่ได้มาจากการตะโกนสั่งเสียงดัง แต่มาจากการยืนอยู่ข้างหน้าสุดในเวลาที่น่ากลัวที่สุด มาจากการยอมรับว่าตัวเองก็กลัวเหมือนกัน แต่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเด็ดขาด ความผูกพันแบบพี่น้องร่วมรบนี้เองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนชายผู้อยากเกษียณให้กลับมามีไฟอีกครั้ง ไม่ใช่ไฟอยากชนะเพื่อชื่อเสียง แต่เป็นไฟอยากปกป้องคนตรงหน้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้ และสำหรับใครที่อยาก ดูหนัง วันยึดโลก เต็มเรื่อง จะได้เห็นเลยว่าความกล้าหาญในเรื่องนี้ไม่ได้สวยหรู แต่เป็นความกล้าหาญที่สั่นเทา เหนื่อยหอบ และเต็มไปด้วยน้ำตา ในด้านบรรยากาศและการเล่าเรื่อง ต้องบอกเลยว่าเรื่องนี้พาเราลงไปหมอบอยู่ข้าง ๆ ทหารจริง ๆ ไม่ได้มองสงครามจากห้องบัญชาการแอร์เย็น ๆ หรือจากมุมสูงที่เห็นภาพรวมทั้งหมด แต่เป็นการมองจากระดับพื้นดินที่ฝุ่นฟุ้งจนแสบตา เสียงวิทยุขาด ๆ หาย ๆ เสียงปืนดังไม่ขาดสาย และแรงสั่นสะเทือนของระเบิดที่ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ จังหวะของเรื่องเดินหน้าเร็วเหมือนสงครามจริงที่ไม่มีเวลามานั่งอธิบายยืดยาว ไม่มีเวลามานั่งถกทฤษฎีวิทยาศาสตร์กันนาน ๆ เพราะทุกนาทีคือการเอาชีวิตรอด เมืองลอสแอนเจลิสที่เราเคยเห็นในโปสต์การ์ดท่องเที่ยวกลายเป็นแนวรบที่เต็มไปด้วยซากรถ ควันไฟ ตึกถล่ม และถนนที่ว่างเปล่าอย่างน่าขนลุก สลับกับฉากการปะทะที่ดุเดือดทั้งกลางวันและกลางคืน ศัตรูที่พวกเขาเจอไม่ได้มาเป็นยานลำยักษ์ลอยนิ่ง ๆ ให้ถ่ายรูปอย่างเดียว แต่มาพร้อมกับหน่วยภาคพื้นดินที่เคลื่อนที่เร็ว อาวุธที่คาดเดาไม่ได้ และกลยุทธ์ที่ทำให้ทหารมนุษย์ต้องเรียนรู้กันใหม่แบบนาทีต่อนาที ความสนุกของ หนังของ Aaron Eckhart เรื่องนี้เลยอยู่ที่ความดิบ ความสมจริงแบบหนังสงครามยุคใหม่ผสมกับความลุ้นแบบไซไฟ เราจะได้เห็นทหารค่อย ๆ สังเกตจุดอ่อนของศัตรูจากความผิดพลาดเล็ก ๆ ได้เห็นการปรับแผนเฉพาะหน้า ได้เห็นความเหนื่อยล้าที่สะสมจนแทบจะยกปืนไม่ไหว แต่ก็ยังต้องกัดฟันไปต่อ เพราะถ้าหยุดก็หมายถึงชีวิตของเพื่อนและของพลเรือนที่รอความช่วยเหลืออยู่ข้างหน้า มันเป็นความระทึกที่แทบไม่ปล่อยให้เราได้หายใจหายคอ แต่ก็ไม่ได้โหดจนดูไม่ไหว เพราะหัวใจของมันยังเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่แค่เรื่องของปืน ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร ก็ต้องบอกเลยว่าเหมาะมากกับคนที่ชอบหนังสงครามที่เน้นความสมจริงดุดันและคนที่หลงใหลพล็อตการรุกรานจากต่างดาวในสเกลระดับโลก ดูกับครอบครัวที่มีลูกโตหน่อยก็ได้ เพราะแม้จะบู๊หนักแต่แก่นของมันคือเรื่องความเสียสละ ความเป็นผู้นำ และการไม่ทิ้งกันในยามวิกฤต ดูคนเดียวในคืนเหงา ๆ ที่อยากหาอะไรที่ทำให้หัวใจเต้นแรงและอิ่มใจไปพร้อมกันก็ดี หรือจะชวนเพื่อนสายลุ้นมานั่งเกร็งไปด้วยกันก็สนุก เพราะมันมีทั้งฉากแอ็กชันให้ลุ้นจนจิกเบาะและมีโมเมนต์ของตัวละครให้เราเอาใจช่วยแบบเงียบ ๆ ไม่ต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้ไซไฟมาก่อนก็ดูรู้เรื่อง เพราะเรื่องไม่ได้พาเราดำดิ่งสู่ศัพท์เทคนิคยาก ๆ แต่พาเราไปอยู่กับคำถามง่าย ๆ ว่าในวันที่โอกาสชนะดูริบหรี่ เราจะยังยืนหยัดเพื่อใครสักคนอยู่ไหม แนนซ์และทีมของเขาเป็นคำตอบของคำถามนั้นด้วยร่างกายที่บอบช้ำแต่หัวใจที่ไม่ยอมถอย ใครที่กำลังมองหาหนังที่ดูแล้วรู้สึกเหมือนได้ร่วมรบ ร่วมเหนื่อย และร่วมศรัทธาไปกับตัวละคร อยากเห็นคนธรรมดาถูกผลักให้ต้องทำสิ่งที่ไม่ธรรมดาเพื่อปกป้องบ้านของตัวเอง เรื่องนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังเลย ขอแค่เปิดใจ เปิดเสียงให้กระหึ่มหน่อย แล้วปล่อยตัวไปกับฝุ่นควันและเสียงหัวใจของทหารแนวหน้า รับรองว่าจะลุ้นจนลืมเวลาและจบลงด้วยความรู้สึกอิ่ม ๆ ว่าอย่างน้อยในความมืดมิดที่สุด มนุษย์ก็ยังมีความกล้าหาญและความผูกพันเป็นแสงสว่างให้กันได้เสมอ
ดู Battle: Los Angeles ออนไลน์
นักแสดง

Aaron Eckhart

Ramón Rodríguez

Will Rothhaar

ไมเคิล เพ็นยา

Bridget Moynahan

Noel Fisher

Joey King

Beth Keener

Jessica Heap

Cory Hardrict

Jim Parrack

Gino Anthony Pesi
ป้ายกำกับ
คำค้นหายอดนิยม
- สงครามต่างดาว
- จ่าไมเคิล แนนซ์
- หนังไซไฟสงคราม
- ภาวะผู้นำในสนามรบ
- ทีมทหารเอาตัวรอด

