The Green Inferno

The Green Inferno

หวีดสุดนรก
★ 5.7/10 2014 100 นาที อีโรติก
ตัวอย่าง

ตัวอย่าง The Green Inferno

เรื่องย่อ The Green Inferno

จัสตินเป็นสาวมหาลัยที่ใช้ชีวิตมาแบบเรียบง่ายมาตลอดเลย เธอเป็นคนจิตใจดีนะ อยากทำอะไรที่มีความหมายกับโลกใบนี้บ้างสักครั้ง แล้วพอดีช่วงนั้นเธอก็เพิ่งเริ่มสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษด้วย เธอก็เลยรู้สึกว่าการนั่งเรียนอยู่ในห้องเฉยๆ มันไม่พอแล้วล่ะ อยากลงมือทำอะไรจริงๆ สักอย่างให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า แล้วจังหวะนั้นเองเธอก็ได้ไปเจอกับอเลฮานโดร รุ่นพี่หนุ่มไฟแรงที่เป็นแกนนำกลุ่มนักกิจกรรมในมหาลัย เขาเป็นคนพูดเก่ง มีเสน่ห์ แล้วก็มีความมั่นใจแบบที่ทำให้คนรอบข้างอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างตามไปด้วยเลย จัสตินก็เลยประทับใจเขามากๆ ไม่ใช่แค่เรื่องอุดมการณ์หรอกนะ แต่เป็นความรู้สึกหวั่นไหวแบบคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มรู้จักความรัก ความหลงใหล แล้วก็อยากเป็นที่ยอมรับจากใครสักคนด้วย เธอก็เลยตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มกับเขาแบบไม่ลังเลเลย ทั้งที่เพื่อนสนิทก็เตือนแล้วว่ามันอาจจะเสี่ยงเกินไปสำหรับมือใหม่อย่างเธอ แต่เธอก็ยังอยากพิสูจน์ตัวเองน่ะ อยากให้เขาหันมามองว่าเธอก็จริงจังเหมือนกัน แล้วแผนของกลุ่มก็คือการเดินทางไกลไปถึงป่าแอมะซอนในเปรูเลยนะ ฟังดูบ้าดีใช่ไหมล่ะ แต่เป้าหมายของพวกเขามันชัดเจนมาก คืออยากไปหยุดยั้งบริษัทใหญ่ที่กำลังจะเข้าไปทำลายป่าและวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองที่นั่น พวกเขาวางแผนกันว่าจะใช้มือถือถ่ายคลิปประท้วงแบบสดๆ แล้วปล่อยลงเน็ตเพื่อให้ทั่วโลกเห็น คือเป็นแนวคิดแบบคนรุ่นใหม่เลยที่ใช้โซเชียลเป็นอาวุธน่ะ จัสตินเองตอนแรกก็ตื่นเต้นมากเลยนะ ได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก ได้เห็นป่าจริงๆ ที่กว้างใหญ่จนมองไม่เห็นขอบ ได้เจอเพื่อนร่วมทีมที่เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ต่างคนต่างมีนิสัย มีปม มีเรื่องส่วนตัวของตัวเอง บางคนมาก็เพราะอยากดัง บางคนมาก็เพราะอยากหนีชีวิตเดิมๆ แต่พออยู่รวมกันมันก็กลายเป็นความผูกพันแบบแปลกๆ เหมือนเป็นครอบครัวเฉพาะกิจที่ต้องพึ่งกันตลอดเวลา แล้วความสัมพันธ์ระหว่างจัสตินกับอเลฮานโดรมันก็ยิ่งใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยนะ มีทั้งสายตาที่มองกันนานกว่าปกติ มีทั้งบทสนทนาตอนกลางคืนที่คุยกันเรื่องความฝัน ความกลัว แล้วก็เรื่องความปรารถนาลึกๆ ที่ไม่เคยบอกใคร มันเป็นความรู้สึกแบบหนุ่มสาวที่กำลังเรียนรู้กันและกันน่ะ อบอุ่น ปนตื่นเต้น แล้วก็แอบอันตรายในเวลาเดียวกัน พอไปถึงพื้นที่จริง ทุกอย่างก็เข้มข้นขึ้นเยอะเลย กลุ่มของเธอต้องเดินป่า ต้องนั่งเรือ ต้องเจอกับความไม่สะดวกสารพัดอย่างที่ชีวิตในเมืองไม่เคยสอนมาก่อน แต่ทุกคนก็ยังฮึดสู้นะ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ทำมันถูกต้อง จัสตินเองจากที่เคยเป็นสาวขี้อายที่ไม่กล้าแม้แต่จะเถียงอาจารย์ ตอนนี้เธอกลับกล้าที่จะยืนอยู่แถวหน้าสุด กล้าที่จะชูมือถือขึ้นถ่ายท่ามกลางเสียงเครื่องจักรกับความวุ่นวายตรงหน้าเลย วินาทีนั้นเธอดูเปล่งประกายมากเลยนะ เหมือนคนที่ค้นพบตัวเองเจอแล้วว่าอยากเป็นใคร แล้วแผนประท้วงมันก็สำเร็จในระดับหนึ่งด้วย ทุกคนดีใจกันใหญ่ กอดกัน ร้องไห้ หัวเราะ เหมือนยกภูเขาออกจากอกเลย พวกเขาก็เลยรีบขึ้นเครื่องบินเล็กเพื่อจะกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโต คิดว่าเดี๋ยวกลับไปก็จะกลายเป็นฮีโร่ในเน็ตแล้วล่ะ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าอยู่ดีๆ เครื่องบินก็เกิดขัดข้องกลางอากาศ แล้วก็ร่วงลงมากลางป่าลึกแบบที่ไม่มีใครช่วยเหลือได้เลย จากทริปที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์และความฝันหวานๆ มันก็เปลี่ยนเป็นฝันร้ายในพริบตาเดียวจริงๆ หลังจากเครื่องตก จัสตินกับเพื่อนๆ ที่รอดมาได้ก็ต้องพยายามเอาตัวรอดในป่าที่ไม่คุ้นเคยเลย ทั้งบาดเจ็บ ทั้งตกใจ ทั้งยังทำอะไรไม่ถูกกันไปหมด แต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติกันดีๆ พวกเขาก็ได้เจอกับชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในป่าลึกนั้นมานานแล้ว ตอนแรกทุกคนก็แอบมีความหวังนะ คิดว่าอย่างน้อยก็เจอคนแล้ว น่าจะขอความช่วยเหลือได้ แต่บรรยากาศมันกลับไม่เป็นแบบที่คิดเลย เพราะคนในเผ่ามองพวกเขาด้วยสายตาที่นิ่งมาก อ่านไม่ออกเลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แล้วก็พาตัวพวกเขากลับไปที่หมู่บ้านด้วยกันแบบที่ปฏิเสธไม่ได้เลย จัสตินที่เคยคิดว่าตัวเองมาเพื่อช่วยคนพื้นเมือง ตอนนี้กลับกลายเป็นฝ่ายที่ต้องมาอยู่ในกำมือของเขาแทน ความรู้สึกมันตีกันไปหมดเลยนะ ทั้งกลัว ทั้งสับสน ทั้งรู้สึกผิด เหมือนโลกที่เคยเชื่อว่ามีแค่คนดีกับคนร้ายมันพังลงตรงหน้าเลย เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่าจริงๆ เธอรู้จักโลกใบนี้ดีแค่ไหนกันแน่ แล้วอเลฮานโดรที่เธอเคยชื่นชมนักหนา พอถึงเวลาคับขันจริงๆ เขากลับมีอีกด้านที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มันทำให้เธอใจสลายเหมือนกันนะ เหมือนความรักครั้งแรกกำลังถูกทดสอบด้วยความกลัวเอาตัวรอด ชีวิตในหมู่บ้านหลังจากนั้นมันบีบหัวใจมากเลย ทุกคนต้องเรียนรู้กฎใหม่ทั้งหมดที่ไม่มีใครเคยสอนมาก่อน ต้องระวังตัวตลอดเวลา ต้องมองหน้ากันเพื่อส่งกำลังใจโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย เพราะพูดไปก็ไม่มีใครเข้าใจภาษากันอยู่ดี จัสตินจากสาวที่เคยเอาแต่ใจตามความฝัน ตอนนี้เธอต้องเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดเลย เธอต้องเข้มแข็งทั้งที่ข้างในยังสั่นไปหมด ต้องปลอบเพื่อนทั้งที่ตัวเองก็แทบจะไม่ไหวเหมือนกัน แล้วความผูกพันระหว่างเพื่อนๆ มันก็ลึกขึ้นมากเลยนะ ในสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรแน่นอนเลยสักอย่าง ความห่วงใยเล็กๆ น้อยๆ อย่างการแบ่งน้ำ การจับมือกันไว้ หรือแค่การสบตากัน มันมีความหมายมากกว่าคำพูดสวยหรูเป็นไหนๆ ส่วนเรื่องหัวใจของเธอกับอเลฮานโดรมันก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะเธอเริ่มมองเห็นแล้วว่าความหลงใหลกับความรักจริงๆ มันต่างกันยังไง แล้วการจะไว้ใจใครสักคนในเวลาที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้ มันต้องใช้หัวใจที่นิ่งและเด็ดเดี่ยวขนาดไหน ใครที่ชอบเรื่องราวที่พาเราไปสำรวจด้านมืดของมนุษย์พร้อมกับตั้งคำถามเรื่องอุดมการณ์ ความรัก แล้วก็สัญชาตญาณเอาตัวรอด รับรองว่าจะดูแล้วใจเต้นแรงจนไม่อยากลุกไปไหนเลยล่ะ แล้วก็จะเอาใจช่วยจัสตินตั้งแต่ต้นจนจบเลยว่าเธอจะหาทางกลับบ้านไปได้ไหม แล้วประสบการณ์ครั้งนี้จะเปลี่ยนเธอไปเป็นคนแบบไหนกันแน่นะ

เรื่องย่อ The Green Inferno

จัสตินเป็นสาวมหาลัยที่ใช้ชีวิตมาแบบเรียบง่ายมาตลอดเลย เธอเป็นคนจิตใจดีนะ อยากทำอะไรที่มีความหมายกับโลกใบนี้บ้างสักครั้ง แล้วพอดีช่วงนั้นเธอก็เพิ่งเริ่มสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษด้วย เธอก็เลยรู้สึกว่าการนั่งเรียนอยู่ในห้องเฉยๆ มันไม่พอแล้วล่ะ อยากลงมือทำอะไรจริงๆ สักอย่างให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า แล้วจังหวะนั้นเองเธอก็ได้ไปเจอกับอเลฮานโดร รุ่นพี่หนุ่มไฟแรงที่เป็นแกนนำกลุ่มนักกิจกรรมในมหาลัย เขาเป็นคนพูดเก่ง มีเสน่ห์ แล้วก็มีความมั่นใจแบบที่ทำให้คนรอบข้างอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างตามไปด้วยเลย จัสตินก็เลยประทับใจเขามากๆ ไม่ใช่แค่เรื่องอุดมการณ์หรอกนะ แต่เป็นความรู้สึกหวั่นไหวแบบคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มรู้จักความรัก ความหลงใหล แล้วก็อยากเป็นที่ยอมรับจากใครสักคนด้วย เธอก็เลยตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มกับเขาแบบไม่ลังเลเลย ทั้งที่เพื่อนสนิทก็เตือนแล้วว่ามันอาจจะเสี่ยงเกินไปสำหรับมือใหม่อย่างเธอ แต่เธอก็ยังอยากพิสูจน์ตัวเองน่ะ อยากให้เขาหันมามองว่าเธอก็จริงจังเหมือนกัน

แล้วแผนของกลุ่มก็คือการเดินทางไกลไปถึงป่าแอมะซอนในเปรูเลยนะ ฟังดูบ้าดีใช่ไหมล่ะ แต่เป้าหมายของพวกเขามันชัดเจนมาก คืออยากไปหยุดยั้งบริษัทใหญ่ที่กำลังจะเข้าไปทำลายป่าและวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองที่นั่น พวกเขาวางแผนกันว่าจะใช้มือถือถ่ายคลิปประท้วงแบบสดๆ แล้วปล่อยลงเน็ตเพื่อให้ทั่วโลกเห็น คือเป็นแนวคิดแบบคนรุ่นใหม่เลยที่ใช้โซเชียลเป็นอาวุธน่ะ จัสตินเองตอนแรกก็ตื่นเต้นมากเลยนะ ได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก ได้เห็นป่าจริงๆ ที่กว้างใหญ่จนมองไม่เห็นขอบ ได้เจอเพื่อนร่วมทีมที่เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ต่างคนต่างมีนิสัย มีปม มีเรื่องส่วนตัวของตัวเอง บางคนมาก็เพราะอยากดัง บางคนมาก็เพราะอยากหนีชีวิตเดิมๆ แต่พออยู่รวมกันมันก็กลายเป็นความผูกพันแบบแปลกๆ เหมือนเป็นครอบครัวเฉพาะกิจที่ต้องพึ่งกันตลอดเวลา แล้วความสัมพันธ์ระหว่างจัสตินกับอเลฮานโดรมันก็ยิ่งใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยนะ มีทั้งสายตาที่มองกันนานกว่าปกติ มีทั้งบทสนทนาตอนกลางคืนที่คุยกันเรื่องความฝัน ความกลัว แล้วก็เรื่องความปรารถนาลึกๆ ที่ไม่เคยบอกใคร มันเป็นความรู้สึกแบบหนุ่มสาวที่กำลังเรียนรู้กันและกันน่ะ อบอุ่น ปนตื่นเต้น แล้วก็แอบอันตรายในเวลาเดียวกัน

พอไปถึงพื้นที่จริง ทุกอย่างก็เข้มข้นขึ้นเยอะเลย กลุ่มของเธอต้องเดินป่า ต้องนั่งเรือ ต้องเจอกับความไม่สะดวกสารพัดอย่างที่ชีวิตในเมืองไม่เคยสอนมาก่อน แต่ทุกคนก็ยังฮึดสู้นะ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ทำมันถูกต้อง จัสตินเองจากที่เคยเป็นสาวขี้อายที่ไม่กล้าแม้แต่จะเถียงอาจารย์ ตอนนี้เธอกลับกล้าที่จะยืนอยู่แถวหน้าสุด กล้าที่จะชูมือถือขึ้นถ่ายท่ามกลางเสียงเครื่องจักรกับความวุ่นวายตรงหน้าเลย วินาทีนั้นเธอดูเปล่งประกายมากเลยนะ เหมือนคนที่ค้นพบตัวเองเจอแล้วว่าอยากเป็นใคร แล้วแผนประท้วงมันก็สำเร็จในระดับหนึ่งด้วย ทุกคนดีใจกันใหญ่ กอดกัน ร้องไห้ หัวเราะ เหมือนยกภูเขาออกจากอกเลย พวกเขาก็เลยรีบขึ้นเครื่องบินเล็กเพื่อจะกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโต คิดว่าเดี๋ยวกลับไปก็จะกลายเป็นฮีโร่ในเน็ตแล้วล่ะ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าอยู่ดีๆ เครื่องบินก็เกิดขัดข้องกลางอากาศ แล้วก็ร่วงลงมากลางป่าลึกแบบที่ไม่มีใครช่วยเหลือได้เลย จากทริปที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์และความฝันหวานๆ มันก็เปลี่ยนเป็นฝันร้ายในพริบตาเดียวจริงๆ

หลังจากเครื่องตก จัสตินกับเพื่อนๆ ที่รอดมาได้ก็ต้องพยายามเอาตัวรอดในป่าที่ไม่คุ้นเคยเลย ทั้งบาดเจ็บ ทั้งตกใจ ทั้งยังทำอะไรไม่ถูกกันไปหมด แต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติกันดีๆ พวกเขาก็ได้เจอกับชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในป่าลึกนั้นมานานแล้ว ตอนแรกทุกคนก็แอบมีความหวังนะ คิดว่าอย่างน้อยก็เจอคนแล้ว น่าจะขอความช่วยเหลือได้ แต่บรรยากาศมันกลับไม่เป็นแบบที่คิดเลย เพราะคนในเผ่ามองพวกเขาด้วยสายตาที่นิ่งมาก อ่านไม่ออกเลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แล้วก็พาตัวพวกเขากลับไปที่หมู่บ้านด้วยกันแบบที่ปฏิเสธไม่ได้เลย จัสตินที่เคยคิดว่าตัวเองมาเพื่อช่วยคนพื้นเมือง ตอนนี้กลับกลายเป็นฝ่ายที่ต้องมาอยู่ในกำมือของเขาแทน ความรู้สึกมันตีกันไปหมดเลยนะ ทั้งกลัว ทั้งสับสน ทั้งรู้สึกผิด เหมือนโลกที่เคยเชื่อว่ามีแค่คนดีกับคนร้ายมันพังลงตรงหน้าเลย เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่าจริงๆ เธอรู้จักโลกใบนี้ดีแค่ไหนกันแน่ แล้วอเลฮานโดรที่เธอเคยชื่นชมนักหนา พอถึงเวลาคับขันจริงๆ เขากลับมีอีกด้านที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มันทำให้เธอใจสลายเหมือนกันนะ เหมือนความรักครั้งแรกกำลังถูกทดสอบด้วยความกลัวเอาตัวรอด

ชีวิตในหมู่บ้านหลังจากนั้นมันบีบหัวใจมากเลย ทุกคนต้องเรียนรู้กฎใหม่ทั้งหมดที่ไม่มีใครเคยสอนมาก่อน ต้องระวังตัวตลอดเวลา ต้องมองหน้ากันเพื่อส่งกำลังใจโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย เพราะพูดไปก็ไม่มีใครเข้าใจภาษากันอยู่ดี จัสตินจากสาวที่เคยเอาแต่ใจตามความฝัน ตอนนี้เธอต้องเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดเลย เธอต้องเข้มแข็งทั้งที่ข้างในยังสั่นไปหมด ต้องปลอบเพื่อนทั้งที่ตัวเองก็แทบจะไม่ไหวเหมือนกัน แล้วความผูกพันระหว่างเพื่อนๆ มันก็ลึกขึ้นมากเลยนะ ในสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรแน่นอนเลยสักอย่าง ความห่วงใยเล็กๆ น้อยๆ อย่างการแบ่งน้ำ การจับมือกันไว้ หรือแค่การสบตากัน มันมีความหมายมากกว่าคำพูดสวยหรูเป็นไหนๆ ส่วนเรื่องหัวใจของเธอกับอเลฮานโดรมันก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะเธอเริ่มมองเห็นแล้วว่าความหลงใหลกับความรักจริงๆ มันต่างกันยังไง แล้วการจะไว้ใจใครสักคนในเวลาที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้ มันต้องใช้หัวใจที่นิ่งและเด็ดเดี่ยวขนาดไหน ใครที่ชอบเรื่องราวที่พาเราไปสำรวจด้านมืดของมนุษย์พร้อมกับตั้งคำถามเรื่องอุดมการณ์ ความรัก แล้วก็สัญชาตญาณเอาตัวรอด รับรองว่าจะดูแล้วใจเต้นแรงจนไม่อยากลุกไปไหนเลยล่ะ แล้วก็จะเอาใจช่วยจัสตินตั้งแต่ต้นจนจบเลยว่าเธอจะหาทางกลับบ้านไปได้ไหม แล้วประสบการณ์ครั้งนี้จะเปลี่ยนเธอไปเป็นคนแบบไหนกันแน่นะ

ดู The Green Inferno ออนไลน์

นักแสดง

ป้ายกำกับ

คำค้นหายอดนิยม

  • นักกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
  • ประเทศเปรู
  • เครื่องบินตก
  • ชนเผ่าพื้นเมือง
  • เอาตัวรอดในป่า
  • สยองขวัญระทึกขวัญ