
รับบทDar
นักแสดง
รับบทDar
#1 แนะนำ
2020 
โคตรสาวมือพระกาฬ
ถ้าชีวิตทั้งชีวิตพังลงในวันเดียวเพราะเสียครอบครัวไปหมด แล้วเราจะเหลืออะไรให้ยึดไว้ต่อไป โคตรสาวมือพระกาฬ หรือ The Rhythm Section เปิดมาด้วยคำถามที่หนักอึ้งในใจของ สเตฟานี แพทริก หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่เคยมีบ้าน มีพ่อแม่พี่น้อง มีอนาคตที่ดูเรียบง่ายเหมือนคนทั่วไป แต่ทุกอย่างก็หายไปพร้อมกับข่าวเครื่องบินตกเพียงลำเดียว ตอนแรกทุกคนบอกว่ามันคืออุบัติเหตุที่น่าเศร้า ไม่มีใครผิด ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ มีแค่ความว่างเปล่าที่เธอต้องแบกไว้คนเดียว เธอเลยใช้ชีวิตแบบคนที่ไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้ว ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความรู้สึกผิด ความคิดถึง และความโกรธที่ไม่รู้จะหันไปทางไหน จนวันหนึ่งมีคนมาบอกเธอว่าเครื่องบินลำนั้นไม่ได้ตกเพราะอุบัติเหตุ แต่มีคนตั้งใจทำให้มันตก ความจริงข้อนั้นเลยเหมือนไฟจุดเล็ก ๆ ที่ลุกขึ้นมากลางความมืด จากคนที่แค่อยากหายไปจากโลก เธอกลับเริ่มอยากรู้ว่าใครทำ ใครอยู่เบื้องหลัง และทำไมครอบครัวของเธอต้องเป็นคนที่ต้องตายไปด้วย สำหรับใครที่กำลังหา ดูหนัง โคตรสาวมือพระกาฬ เต็มเรื่อง แบบที่อยากได้ทั้งความลุ้นและความรู้สึกหนัก ๆ ไปพร้อมกัน เรื่องนี้จะพาเราเดินตามเธอไปทีละก้าว ตั้งแต่จุดที่เธอยังสั่น ยังกลัว ยังไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกอีกใบที่กำลังจะก้าวเข้าไป สิ่งที่สเตฟานีต้องการจริง ๆ ในตอนแรกไม่ใช่การเป็นสายลับหรือนักฆ่าอะไรเลย เธอแค่อยากได้คำตอบ อยากรู้ว่าความจริงคืออะไร และอยากให้คนที่ทำผิดต้องรับในสิ่งที่ทำ แต่โลกที่เธอต้องเดินเข้าไปเพื่อหาคำตอบนั้นมันทั้งเย็นชาและไว้ใจใครไม่ได้เลย เพราะมันคือโลกของการจารกรรมข้ามชาติที่เต็มไปด้วยชื่อปลอม ที่อยู่ปลอม ข้อมูลที่วันนี้จริงพรุ่งนี้อาจกลายเป็นกับดัก เธอเลยต้องเจอกับ เอียน บอยด์ อดีตเจ้าหน้าที่ MI6 ที่รับบทโดย จูด ลอว์ ชายที่ดูแข็ง ๆ พูดตรง ๆ ไม่ค่อยปลอบใคร แต่กลับมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวเธอ เขาไม่ได้ชวนเธอมาเป็นคนเก่งในชั่วข้ามคืน แต่ค่อย ๆ ฝึกเธอแบบดิบ ๆ ให้รู้จักควบคุมลมหายใจ ควบคุมความกลัว ควบคุมความโกรธ เรียนรู้วิธีปลอมตัว วิธีตามคน วิธีเอาตัวรอดในต่างบ้านต่างเมืองที่ไม่มีใครช่วยได้ถ้าพลาด หนังของ เบลค ไลฟ์ลี เรื่องนี้เลยเด่นตรงที่เราได้เห็นเธอเปลี่ยนไปทีละนิด จากผู้หญิงที่มือสั่นเวลาถือมีด จากคนที่วิ่งหนีบก็เหนื่อยจนแทบหายใจไม่ออก กลายเป็นคนที่เริ่มนิ่งขึ้น เริ่มมองคนออก เริ่มเข้าใจว่าทุกการตัดสินใจมีราคาต้องจ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับบอยด์ก็ไม่ใช่ครูใจดีกับลูกศิษย์ที่น่ารัก แต่เหมือนคนสองคนที่ต่างก็มีแผลในใจมาเจอกัน คอยผลัก คอยดึง คอยเตือนกันว่าอย่าหลอกตัวเอง เพราะในโลกนี้แค่เผลอเชื่อใครผิดคนเดียวก็อาจไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกเลย ยิ่งเธอเดินลึกเข้าไปใกล้ความจริงมากขึ้นเท่าไร สิ่งที่ขวางเธอไว้ก็ไม่ใช่แค่คนร้ายที่ถือปืนหรือคนที่คอยไล่ล่าเธอเท่านั้น แต่คือความสับสนในใจตัวเองด้วยว่าเธอกำลังทำเพื่อครอบครัวจริงไหม หรือกำลังทำเพื่อหนีความรู้สึกผิดของตัวเองกันแน่ บางครั้งเธอต้องสวมชื่อใหม่ เป็นคนใหม่ พูดภาษาใหม่ ทำตัวเหมือนไม่ใช่ตัวเอง เพื่อเข้าไปอยู่ในวงของคนที่อาจเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดบนเครื่องบิน เธอต้องยิ้มให้คนที่เธอเกลียด ต้องนั่งกินข้าวกับคนที่อาจเคยสั่งฆ่าคนบริสุทธิ์ทั้งลำ ต้องเก็บความสั่นไว้ข้างในแล้วทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย มันเลยเป็นหนังบู๊ที่ไม่ได้มันแบบตะโกนเชียร์ แต่ลุ้นแบบเงียบ ๆ หายใจไม่ทั่วท้อง เพราะทุกฉากต่อสู้ ทุกฉากไล่ล่าด้วยรถ ทุกฉากที่ต้องหนีเอาตัวรอด มันดูเจ็บจริง เหนื่อยจริง พลาดได้จริง ไม่ใช่คนเก่งที่กระโดดตึกแล้วลุกขึ้นมาปัดฝุ่นเดินต่อ แต่เป็นคนที่โดนต่อยก็จุก โดนผลักก็ล้ม แล้วต้องกัดฟันลุกขึ้นมาใหม่ทั้งที่น้ำตายังคลออยู่ โทนภาพที่ออกเย็น ๆ หม่น ๆ เสียงที่เงียบเป็นช่วง ๆ แล้วค่อย ๆ บีบให้ตึงขึ้น ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายไปกับเธอ ไม่รู้ว่าประตูบานต่อไปจะเจอมิตรหรือศัตรู และไม่รู้ว่าความจริงที่เจอจะเยียวยาเธอได้จริงหรือจะยิ่งทำให้แผลเดิมลึกกว่าเก่า อีกอย่างที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากหนังล้างแค้นทั่วไปก็คือมันไม่ได้ถามแค่ว่าเธอจะล่าใครได้สำเร็จไหม แต่ถามว่าความแค้นกำลังเปลี่ยนเธอเป็นใคร เธอจากคนที่เคยอ่อนโยน กลายเป็นคนที่ต้องหัดโกหก หัดขู่ หัดทำร้ายคนอื่นก่อนจะถูกทำร้าย เธอต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความโดดเดี่ยวแบบสุด ๆ เพราะบอกใครไม่ได้ว่าเป็นใคร มาจากไหน ต้องการอะไร แม้แต่คนที่เคยรักเธอหรือเคยรู้จักเธอในชีวิตเก่าก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ความสูญเสียตัวตนตรงนี้แหละที่ดูแล้วจุกที่สุด เพราะเหมือนเธอยอมทิ้งสเตฟานีคนเดิมไว้ข้างหลังเพื่อสร้างคนใหม่ขึ้นมาทำภารกิจ แล้วก็ไม่แน่ใจว่าคนใหม่คนนี้จะกลับไปเป็นคนเดิมได้อีกไหม ทีมงานเบื้องหลังที่เคยอยู่สายเดียวกับหนังสายลับระดับตำนานอย่างเจมส์ บอนด์ ก็เอาความถนัดเรื่องฉากไล่ล่าและการแทรกซึมมาใช้ แต่ปรับให้ดิบและจับต้องได้มากขึ้น ไม่หรูหรา ไม่วิบวับ แต่สมจริงและกดดัน เหมาะกับคนดูที่ชอบดราม่าความสัมพันธ์ ชอบเห็นพัฒนาการของตัวละครจากคนธรรมดาที่ล้มลุกคลุกคลานไปสู่คนที่แข็งแกร่งขึ้นเพราะจำเป็น ไม่ใช่เพราะอยากเท่ ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร ก็ต้องบอกว่าเหมาะกับคืนที่อยากดูอะไรที่ทั้งลุ้นทั้งอิ่มใจแบบไม่ต้องมีเสียงระเบิดตลอดเวลา ดูคนเดียวตอนพักผ่อนก็ได้เพราะจะได้จดจ่อกับอารมณ์ของสเตฟานีแบบเต็ม ๆ หรือจะชวนคนในบ้านที่ชอบแนวสืบสวน ไล่ล่าหาความจริงทีละชั้นมาดูด้วยกันก็ดี เพราะมันชวนคุยต่อได้ว่า ถ้าเป็นเราจะเลือกทางไหนระหว่างปล่อยวางกับตามหาความจริงจนสุดทาง คนที่ชอบดราม่าหนัก ๆ เรื่องครอบครัว ความรู้สึกผิด และการเริ่มชีวิตใหม่จากศูนย์จะอินง่ายมาก ส่วนสายลุ้นก็มีฉากให้กำหมอนแน่น ๆ เป็นระยะโดยไม่ต้องกลัวว่าจะโหดจนดูไม่ไหว เพราะเล่าแบบมีรสนิยม เน้นความกดดันมากกว่าความรุนแรงโจ่งแจ้ง ดูจบแล้วอาจไม่ได้รู้สึกสะใจแบบหนังแก้แค้นทั่วไป แต่จะรู้สึกเข้าใจหัวใจของคนที่แตกสลายแล้วพยายามประกอบตัวเองขึ้นมาใหม่ทีละชิ้นมากกว่า และจะเอาใจช่วยเธอจนถึงนาทีสุดท้ายโดยไม่รู้ตัวเลยว่าเราลุ้นให้เธอรอดทั้งกายและใจไปพร้อมกัน
ดูเลย · พากย์ไทย