Green Book

Green Book

กรีนบุ๊ก
★ 8.2/10 2018 130 นาที ภาพยนตร์ ตลก ประวัติศาสตร์ หนังชีวิต
ตัวอย่าง

ตัวอย่าง Green Book

เรื่องย่อ Green Book

อเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 1960 คือดินแดนที่ความฝัน เสียงดนตรี และความเจริญก้าวหน้าเดินทางเคียงข้างความเกลียดชังอย่างน่าหวาดหวั่น เมืองใหญ่ทางตอนเหนืออาจดูเปิดกว้างและทันสมัย แต่เมื่อถนนทอดยาวลงสู่รัฐทางใต้ กฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็นกลับกลายเป็นกำแพงสูงสำหรับคนผิวสี การเลือกโรงแรมสักแห่ง ร้านอาหารสักร้าน หรือแม้แต่การแวะเข้าห้องน้ำระหว่างทาง อาจหมายถึงความปลอดภัยหรืออันตรายถึงชีวิต ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ ศิลปินผิวสีผู้มีชื่อเสียงระดับโลกกำลังเตรียมออกเดินสายแสดงคอนเสิร์ตในพื้นที่ซึ่งไม่ได้ต้อนรับเขาในฐานะมนุษย์อย่างเท่าเทียม การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงทัวร์ดนตรีธรรมดา หากเป็นการก้าวเข้าไปในดินแดนที่ทุกไมล์บนถนนอาจนำไปสู่บททดสอบครั้งใหม่ ชายผู้ต้องรับหน้าที่พาเขาเดินทางคือ โทนี่ วัลเลลองกา หรือ “โทนี่ ลิป” ชายเชื้อสายอิตาเลียน-อเมริกันจากย่านบรองซ์ ผู้คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนหลากหลายและสถานการณ์ที่ต้องอาศัยทั้งไหวพริบกับความแข็งกร้าว โทนี่เป็นคนพูดเก่ง กล้าได้กล้าเสีย และมีวิธีแก้ปัญหาแบบคนที่เชื่อว่าทุกเรื่องบนโลกสามารถต่อรองกันได้ หากรู้จักพูดให้ถูกจังหวะหรือแสดงท่าทีให้คนอื่นเกรงใจ เขาเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ต้องหางานเลี้ยงดูครอบครัว และการรับจ้างเป็นคนขับรถให้ศิลปินผู้แปลกหน้าจึงดูเหมือนโอกาสที่ไม่ควรปฏิเสธ แม้ภรรยาและลูกๆ จะเป็นศูนย์กลางชีวิตของเขา แต่โทนี่ก็ยังเป็นชายที่มีความคิดติดอยู่กับภาพจำหลายอย่าง และไม่เคยตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าตัวเองมองโลกผ่านอคติมากเพียงใด ส่วน ดอน เชอร์ลีย์ คือคนจากอีกฟากหนึ่งของโลกโดยสิ้นเชิง เขาเป็นนักเปียโนคลาสสิกผู้สง่างาม ฉลาดหลักแหลม และมีพรสวรรค์จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ การแสดงของเขาเต็มไปด้วยความประณีตและการควบคุมอารมณ์ แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ ดอนกลับต้องแบกรับความโดดเดี่ยวอย่างลึกซึ้ง เขาเป็นคนผิวสีที่ได้รับเชิญให้ขึ้นเวทีในห้องแสดงหรูหรา ทว่ากลับถูกผลักออกจากโต๊ะอาหารหรือสถานที่พักเพียงเพราะสีผิว เป็นศิลปินที่ได้รับคำชื่นชมจากผู้ชม แต่ยังถูกปฏิบัติราวกับเป็นคนนอกในประเทศของตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างโทนี่กับดอนจึงเริ่มต้นอย่างเต็มไปด้วยความระแวง ทั้งคู่ต่างมองอีกฝ่ายผ่านภาพจำ โทนี่ไม่เข้าใจโลกอันเคร่งครัดของดอน ขณะที่ดอนก็ไม่ไว้ใจชายขับรถที่ดูหยาบคายและชอบตัดสินคนจากประสบการณ์ของตัวเอง การต้องนั่งอยู่ในรถคันเดียวกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ทำให้ความอึดอัดค่อยๆ ปะทุออกมาในบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่วิธีการแต่งตัว การกินอาหาร ไปจนถึงทัศนคติที่มีต่อผู้คนรอบตัว สิ่งสำคัญที่ช่วยนำทางพวกเขาคือ “กรีนบุ๊ค” คู่มือเล่มเล็กๆ ที่รวบรวมรายชื่อโรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ซึ่งยอมรับผู้เดินทางผิวสีในยุคที่การเดินทางอย่างปลอดภัยไม่ใช่สิทธิพื้นฐานของทุกคน สำหรับโทนี่ หนังสือเล่มนี้อาจดูเหมือนของจำเป็นที่ต้องหยิบมาใช้เมื่อถึงเวลา แต่สำหรับดอน มันคือเครื่องเตือนใจถึงโลกที่เขาต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่รถเคลื่อนผ่านเมืองใหม่ ทั้งสองต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ดอนต้องขึ้นเวทีท่ามกลางผู้ชมที่พร้อมปรบมือให้เขา แต่ไม่แน่ว่าจะยอมให้เขาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเดียวกับคนอื่น ขณะที่โทนี่ต้องคอยปกป้องเจ้านายและหาทางพาพวกเขาผ่านเหตุการณ์คับขันโดยไม่ทำให้เรื่องเลวร้ายลง การเหยียดหยามบางครั้งมาในรูปของคำพูดประชดประชัน บางครั้งซ่อนอยู่ในรอยยิ้มสุภาพ และบางครั้งก็ปรากฏออกมาอย่างตรงไปตรงมา จนไม่อาจแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นได้อีกต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านั้น ความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าและช่วงเวลาที่ทั้งคู่ต้องพึ่งพากัน กลับทำให้เส้นแบ่งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเริ่มไม่ชัดเจน เสน่ห์ของ Green Book อยู่ที่การปล่อยให้ความสัมพันธ์ค่อยๆ เติบโตผ่านรายละเอียดธรรมดาระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นการถกเถียงเรื่องเพลง อาหารที่ไม่คุ้นเคย การเขียนจดหมายถึงคนในครอบครัว หรือการหยุดพักในสถานที่ที่ไม่มีใครคาดคิด หนังใช้เสียงหัวเราะจากความแตกต่างของบุคลิกมาช่วยคลายความหนักหน่วง แต่ไม่เคยทำให้ปัญหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติกลายเป็นเรื่องเล็ก โทนี่อาจเป็นคนที่มองโลกแบบตรงไปตรงมาและชอบใช้ทางลัด ส่วนดอนอาจดูสงบ สุขุม และควบคุมตัวเองได้ตลอดเวลา ทว่าการเดินทางทำให้ทั้งคู่ค่อยๆ เห็นบาดแผลที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีของอีกฝ่าย โทนี่ต้องเรียนรู้ว่าความกล้าหาญไม่ใช่เพียงการเผชิญหน้ากับศัตรู แต่ยังรวมถึงการยอมรับว่าตัวเองอาจเคยคิดผิด ขณะที่ดอนต้องต่อสู้กับความรู้สึกแปลกแยกและคำถามว่าเขาควรวางตัวอย่างไรในโลกที่ไม่ยอมมองเขาอย่างที่เขาเป็น หนังจึงไม่ได้เล่าเพียงมิตรภาพของคนสองคน แต่สำรวจศักดิ์ศรี การเลือกปฏิบัติ ชนชั้น ความเป็นชาย และความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่อยากได้รับการยอมรับ ด้วยการแสดงที่มีชีวิตชีวาของ Viggo Mortensen และ Mahershala Ali ทำให้โทนี่กับดอนมีมิติ เกินกว่าจะเป็นเพียงตัวแทนของคนสองกลุ่มที่ตรงข้ามกัน คนหนึ่งมีพลังแบบหยาบๆ ตรงๆ และสร้างเสียงหัวเราะได้จากท่าทีไม่รู้จักเกรงใจ อีกคนมีความนิ่งลึกและความเปราะบางที่ค่อยๆ เผยออกมาทีละน้อย เคมีระหว่างพวกเขาทำให้ทุกฉากบนรถมีทั้งความสนุก ความอึดอัด และความรู้สึกเหมือนกำลังรอว่าอีกฝ่ายจะเปิดใจเมื่อใด Green Book เหมาะกับผู้ชมที่ชอบหนังชีวิตขับเคลื่อนด้วยตัวละคร มีบรรยากาศย้อนยุคและบทสนทนาที่ฟังเป็นธรรมชาติ พร้อมประเด็นสังคมซึ่งยังสะท้อนโลกปัจจุบันได้อย่างเจ็บแสบ นี่คือหนังที่พาผู้ชมเดินทางผ่านถนนสายยาวของอเมริกา พร้อมตั้งคำถามว่าเรามองคนอื่นจากตัวตนจริงๆ หรือจากภาพจำที่สังคมมอบให้กันแน่ และบางครั้ง การได้ใช้เวลาอยู่บนเส้นทางเดียวกับคนที่แตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจที่ไม่มีบทเรียนใดสอนแทนได้

เรื่องย่อ Green Book

อเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 1960 คือดินแดนที่ความฝัน เสียงดนตรี และความเจริญก้าวหน้าเดินทางเคียงข้างความเกลียดชังอย่างน่าหวาดหวั่น เมืองใหญ่ทางตอนเหนืออาจดูเปิดกว้างและทันสมัย แต่เมื่อถนนทอดยาวลงสู่รัฐทางใต้ กฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็นกลับกลายเป็นกำแพงสูงสำหรับคนผิวสี การเลือกโรงแรมสักแห่ง ร้านอาหารสักร้าน หรือแม้แต่การแวะเข้าห้องน้ำระหว่างทาง อาจหมายถึงความปลอดภัยหรืออันตรายถึงชีวิต ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ ศิลปินผิวสีผู้มีชื่อเสียงระดับโลกกำลังเตรียมออกเดินสายแสดงคอนเสิร์ตในพื้นที่ซึ่งไม่ได้ต้อนรับเขาในฐานะมนุษย์อย่างเท่าเทียม การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงทัวร์ดนตรีธรรมดา หากเป็นการก้าวเข้าไปในดินแดนที่ทุกไมล์บนถนนอาจนำไปสู่บททดสอบครั้งใหม่

ชายผู้ต้องรับหน้าที่พาเขาเดินทางคือ โทนี่ วัลเลลองกา หรือ “โทนี่ ลิป” ชายเชื้อสายอิตาเลียน-อเมริกันจากย่านบรองซ์ ผู้คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนหลากหลายและสถานการณ์ที่ต้องอาศัยทั้งไหวพริบกับความแข็งกร้าว โทนี่เป็นคนพูดเก่ง กล้าได้กล้าเสีย และมีวิธีแก้ปัญหาแบบคนที่เชื่อว่าทุกเรื่องบนโลกสามารถต่อรองกันได้ หากรู้จักพูดให้ถูกจังหวะหรือแสดงท่าทีให้คนอื่นเกรงใจ เขาเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ต้องหางานเลี้ยงดูครอบครัว และการรับจ้างเป็นคนขับรถให้ศิลปินผู้แปลกหน้าจึงดูเหมือนโอกาสที่ไม่ควรปฏิเสธ แม้ภรรยาและลูกๆ จะเป็นศูนย์กลางชีวิตของเขา แต่โทนี่ก็ยังเป็นชายที่มีความคิดติดอยู่กับภาพจำหลายอย่าง และไม่เคยตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าตัวเองมองโลกผ่านอคติมากเพียงใด

ส่วน ดอน เชอร์ลีย์ คือคนจากอีกฟากหนึ่งของโลกโดยสิ้นเชิง เขาเป็นนักเปียโนคลาสสิกผู้สง่างาม ฉลาดหลักแหลม และมีพรสวรรค์จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ การแสดงของเขาเต็มไปด้วยความประณีตและการควบคุมอารมณ์ แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ ดอนกลับต้องแบกรับความโดดเดี่ยวอย่างลึกซึ้ง เขาเป็นคนผิวสีที่ได้รับเชิญให้ขึ้นเวทีในห้องแสดงหรูหรา ทว่ากลับถูกผลักออกจากโต๊ะอาหารหรือสถานที่พักเพียงเพราะสีผิว เป็นศิลปินที่ได้รับคำชื่นชมจากผู้ชม แต่ยังถูกปฏิบัติราวกับเป็นคนนอกในประเทศของตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างโทนี่กับดอนจึงเริ่มต้นอย่างเต็มไปด้วยความระแวง ทั้งคู่ต่างมองอีกฝ่ายผ่านภาพจำ โทนี่ไม่เข้าใจโลกอันเคร่งครัดของดอน ขณะที่ดอนก็ไม่ไว้ใจชายขับรถที่ดูหยาบคายและชอบตัดสินคนจากประสบการณ์ของตัวเอง การต้องนั่งอยู่ในรถคันเดียวกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ทำให้ความอึดอัดค่อยๆ ปะทุออกมาในบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่วิธีการแต่งตัว การกินอาหาร ไปจนถึงทัศนคติที่มีต่อผู้คนรอบตัว

สิ่งสำคัญที่ช่วยนำทางพวกเขาคือ “กรีนบุ๊ค” คู่มือเล่มเล็กๆ ที่รวบรวมรายชื่อโรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ซึ่งยอมรับผู้เดินทางผิวสีในยุคที่การเดินทางอย่างปลอดภัยไม่ใช่สิทธิพื้นฐานของทุกคน สำหรับโทนี่ หนังสือเล่มนี้อาจดูเหมือนของจำเป็นที่ต้องหยิบมาใช้เมื่อถึงเวลา แต่สำหรับดอน มันคือเครื่องเตือนใจถึงโลกที่เขาต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่รถเคลื่อนผ่านเมืองใหม่ ทั้งสองต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ดอนต้องขึ้นเวทีท่ามกลางผู้ชมที่พร้อมปรบมือให้เขา แต่ไม่แน่ว่าจะยอมให้เขาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเดียวกับคนอื่น ขณะที่โทนี่ต้องคอยปกป้องเจ้านายและหาทางพาพวกเขาผ่านเหตุการณ์คับขันโดยไม่ทำให้เรื่องเลวร้ายลง การเหยียดหยามบางครั้งมาในรูปของคำพูดประชดประชัน บางครั้งซ่อนอยู่ในรอยยิ้มสุภาพ และบางครั้งก็ปรากฏออกมาอย่างตรงไปตรงมา จนไม่อาจแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นได้อีกต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านั้น ความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าและช่วงเวลาที่ทั้งคู่ต้องพึ่งพากัน กลับทำให้เส้นแบ่งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเริ่มไม่ชัดเจน

เสน่ห์ของ Green Book อยู่ที่การปล่อยให้ความสัมพันธ์ค่อยๆ เติบโตผ่านรายละเอียดธรรมดาระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นการถกเถียงเรื่องเพลง อาหารที่ไม่คุ้นเคย การเขียนจดหมายถึงคนในครอบครัว หรือการหยุดพักในสถานที่ที่ไม่มีใครคาดคิด หนังใช้เสียงหัวเราะจากความแตกต่างของบุคลิกมาช่วยคลายความหนักหน่วง แต่ไม่เคยทำให้ปัญหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติกลายเป็นเรื่องเล็ก โทนี่อาจเป็นคนที่มองโลกแบบตรงไปตรงมาและชอบใช้ทางลัด ส่วนดอนอาจดูสงบ สุขุม และควบคุมตัวเองได้ตลอดเวลา ทว่าการเดินทางทำให้ทั้งคู่ค่อยๆ เห็นบาดแผลที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีของอีกฝ่าย โทนี่ต้องเรียนรู้ว่าความกล้าหาญไม่ใช่เพียงการเผชิญหน้ากับศัตรู แต่ยังรวมถึงการยอมรับว่าตัวเองอาจเคยคิดผิด ขณะที่ดอนต้องต่อสู้กับความรู้สึกแปลกแยกและคำถามว่าเขาควรวางตัวอย่างไรในโลกที่ไม่ยอมมองเขาอย่างที่เขาเป็น หนังจึงไม่ได้เล่าเพียงมิตรภาพของคนสองคน แต่สำรวจศักดิ์ศรี การเลือกปฏิบัติ ชนชั้น ความเป็นชาย และความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่อยากได้รับการยอมรับ

ด้วยการแสดงที่มีชีวิตชีวาของ Viggo Mortensen และ Mahershala Ali ทำให้โทนี่กับดอนมีมิติ เกินกว่าจะเป็นเพียงตัวแทนของคนสองกลุ่มที่ตรงข้ามกัน คนหนึ่งมีพลังแบบหยาบๆ ตรงๆ และสร้างเสียงหัวเราะได้จากท่าทีไม่รู้จักเกรงใจ อีกคนมีความนิ่งลึกและความเปราะบางที่ค่อยๆ เผยออกมาทีละน้อย เคมีระหว่างพวกเขาทำให้ทุกฉากบนรถมีทั้งความสนุก ความอึดอัด และความรู้สึกเหมือนกำลังรอว่าอีกฝ่ายจะเปิดใจเมื่อใด Green Book เหมาะกับผู้ชมที่ชอบหนังชีวิตขับเคลื่อนด้วยตัวละคร มีบรรยากาศย้อนยุคและบทสนทนาที่ฟังเป็นธรรมชาติ พร้อมประเด็นสังคมซึ่งยังสะท้อนโลกปัจจุบันได้อย่างเจ็บแสบ นี่คือหนังที่พาผู้ชมเดินทางผ่านถนนสายยาวของอเมริกา พร้อมตั้งคำถามว่าเรามองคนอื่นจากตัวตนจริงๆ หรือจากภาพจำที่สังคมมอบให้กันแน่ และบางครั้ง การได้ใช้เวลาอยู่บนเส้นทางเดียวกับคนที่แตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจที่ไม่มีบทเรียนใดสอนแทนได้

ดู Green Book ออนไลน์

นักแสดง

Viggo Mortensen

Viggo Mortensen

Tony Lip

มาเฮอร์ชาลา อาลี

Dr. Don Shirley

ลินดา คาร์เดลลินี

Dolores

เซบาสเตียน มานิสคัลโก

Johnny Venere
D

Dimiter D. Marinov

Oleg
M

Mike Hatton

George
พี เจ เบิร์น

พี เจ เบิร์น

Record Exec
J

Joe Cortese

Gio Loscudo
M

Mary Agnes Nixon

Copa Coat Check Girl
V

Von Lewis

Bobby Rydell
J

Jon Sortland

Rydell Band Leader
D

Don Stark

Jules Podell

ป้ายกำกับ