Exodus: Gods and Kings

Exodus: Gods and Kings

เอ็กโซดัส: ก็อดส์ แอนด์ คิงส์
★ 5.9/10 2014 150 นาที ภาพยนตร์ บู๊ ผจญ หนังชีวิต
ตัวอย่าง

ตัวอย่าง Exodus: Gods and Kings

เรื่องย่อ Exodus: Gods and Kings

ถ้าเราเติบโตมาในวังที่อบอุ่น มีพี่ชายที่รบเคียงกันมาตลอด แล้ววันหนึ่งกลับรู้ว่าเลือดของเรามาจากคนที่ถูกกดขี่อยู่ใต้บันไดวังนั้น เราจะเลือกทางไหนกันนะ เอ็กโซดัส: ก็อดส์ แอนด์ คิงส์ พาเรากลับไปยืนอยู่ตรงทางแยกนั้นพร้อมกับโมเสส ชายที่เคยมีทุกอย่างแต่ใจเริ่มสั่นไหวเมื่อความจริงค่อย ๆ เปิดออก โมเสสที่เราเจอตอนต้นเรื่องไม่ใช่ผู้วิเศษหรือผู้นำตั้งแต่แรก เขาเป็นแม่ทัพหนุ่มที่เติบโตในราชสำนักอียิปต์ ใช้ชีวิตเยี่ยงเจ้าชายเคียงข้างราเมเซสเหมือนพี่น้องแท้ ๆ ทั้งคู่โตมาด้วยกัน เล่นด้วยกัน ออกรบด้วยกัน และต่างก็ผูกพันกับฟาโรห์ผู้เป็นพ่อในแบบของตัวเอง โมเสสต้องการเพียงทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อบ้านที่เขาเชื่อว่าเป็นบ้านของเขา แต่ลึก ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่เข้าที่ เวลามองเห็นทาสชาวฮีบรูนับแสนที่ถูกเกณฑ์มาสร้างวิหาร สร้างรูปปั้น สร้างเมืองทั้งเมืองด้วยมือเปล่าท่ามกลางแดดที่แผดเผาเหนือแม่น้ำไนล์ เสียงโซ่ เสียงแส้ และแววตาที่เหนื่อยล้าของคนเหล่านั้นมันคอยสะกิดใจเขาอยู่เงียบ ๆ ว่าอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่เขาภูมิใจนั้นจ่ายมาด้วยราคาที่โหดร้ายแค่ไหน และสำหรับใครที่อยากสัมผัสความยิ่งใหญ่แบบเต็มอารมณ์ การ ดูหนัง เอ็กโซดัส: ก็อดส์ แอนด์ คิงส์ เต็มเรื่อง จะพาเราเข้าไปอยู่ในบรรยากาศของอียิปต์โบราณตั้งแต่ภาพแรก ทั้งฝุ่นทะเลทราย แสงทองเหนือพีระมิด และความขลังของวิหารที่ทำให้เรารู้สึกตัวเล็กไปเลยเมื่ออยู่ตรงหน้า จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่ออดีตของโมเสสถูกเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วเขามีเชื้อสายฮีบรู ไม่ใช่เลือดของราชวงศ์อย่างที่เขาเข้าใจมาตลอด ความรู้ข้อนี้ไม่ได้มาแค่เป็นข้อมูล แต่มาเป็นแรงสั่นสะเทือนทั้งตัวตน ความรู้สึกผิด ความสับสน และคำถามว่าแล้วที่ผ่านมาฉันคือใครกันแน่ ราเมเซสที่ขึ้นเป็นฟาโรห์องค์ใหม่เองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน เพราะเขารักโมเสสแบบพี่ชาย แต่ในฐานะกษัตริย์เขาต้องรักษาบัลลังก์ ศักดิ์ศรีของอาณาจักร และความเชื่อว่าอียิปต์อยู่ได้เพราะระเบียบและการควบคุม เขาจึงเลือกขับโมเสสออกไปจากวัง จากแม่ทัพที่เคยยืนข้างกันกลายเป็นคนแปลกหน้าที่ต้องเอาตัวรอดกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง โมเสสต้องเรียนรู้ชีวิตแบบใหม่ทั้งหมด จากคนที่เคยสั่งการกองทัพกลายมาเป็นคนเลี้ยงแพะ มีครอบครัว มีชีวิตสงบ ๆ ที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัส แต่เสียงเรียกในใจก็ยังไม่หายไป โดยเฉพาะเมื่อเขาได้สัมผัสกับศรัทธาและนิมิตที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองได้รับมอบหมายให้กลับไปช่วยพี่น้องร่วมสายเลือดของเขาที่กำลังทนทุกข์อยู่ หนังของ คริสเตียน เบล ถ่ายทอดช่วงเวลานี้ได้น่าประทับใจมาก เพราะเราเห็นชัดเลยว่านี่ไม่ใช่ฮีโร่ที่มั่นใจตั้งแต่ต้น แต่เป็นคนธรรมดาที่กลัว ลังเล และยังโกรธ แต่ก็ไม่อาจเมินต่อความทุกข์ตรงหน้าได้อีกต่อไป เมื่อโมเสสกลับไปอียิปต์ในฐานะผู้เรียกร้องอิสรภาพให้กับทาสชาวฮีบรูนับแสน ความสัมพันธ์ของพี่น้องจึงกลายเป็นสงครามของความเชื่ออย่างแท้จริง โมเสสไม่ได้ต้องการล้มราเมเซสเพราะความแค้น เขาต้องการแค่ขอให้ปล่อยคนของเขาให้ได้เดินออกไปมีชีวิตของตัวเอง แต่สำหรับราเมเซสที่รับบทโดยโจเอล เอ็ดเกอร์ตันอย่างเข้มข้นและมีมิติ การยอมปล่อยทาสทั้งหมดไปไม่ใช่แค่เสียแรงงาน แต่คือการยอมรับว่าอำนาจของฟาโรห์และเทพเจ้าของอียิปต์สั่นคลอนได้ เขาจึงยิ่งแข็งกร้าว ยิ่งยึดแน่น และยิ่งผลักทั้งสองฝ่ายให้เดินหน้าเข้าหาภัยพิบัติที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ช่วงกลางเรื่องเลยเต็มไปด้วยความตึงเครียดแบบค่อย ๆ บีบ ทั้งการเจรจาที่ล้มเหลว ความดื้อรั้นของผู้นำทั้งสองฝั่ง และความหวังริบหรี่ของชาวฮีบรูที่ทั้งอยากเชื่อในโมเสสแต่ก็กลัวการลงโทษ กลัวการเดินทางที่ไม่รู้ปลายทาง และกลัวว่าศรัทธาในสิ่งที่มองไม่เห็นจะพาพวกเขาไปสู่ความตายหรือเปล่า ริดลีย์ สก็อตต์เล่าตรงนี้ด้วยสเกลแบบมหากาพย์จริง ๆ ทั้งขบวนทาสที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา รถม้าศึก กองทัพอียิปต์อันเกรียงไกร สถาปัตยกรรมวิหารอันโอฬาร ไปจนถึงภัยพิบัติที่ถาโถมเข้ามาทีละระลอกอย่างน่าเกรงขาม แต่ภายใต้ภาพใหญ่เหล่านั้น เรายังได้ยินเสียงหัวใจของคนตัวเล็ก ๆ เสมอ ทั้งแม่ที่กอดลูกแน่นตอนกลางคืน คนแก่ที่สวดภาวนาเบา ๆ และผู้นำที่ต้องแบกความกลัวของทุกคนไว้บนบ่าโดยแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้ สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ดูแล้วอิ่มใจทั้งที่ฉากหลังโหดร้ายก็คือมันไม่ได้เล่าแค่การหนี แต่เล่าการเติบโตของคนทั้งขบวนผ่านทะเลทรายและหุบเขาอันโหดร้าย โมเสสต้องเรียนรู้การเป็นผู้นำที่ไม่ใช่แค่สั่งรบ แต่คือการรับฟัง การอดทน และการประคองศรัทธาของคนหกแสนคนที่เหนื่อย หิว และตั้งคำถามกับเขาตลอดทาง ขณะที่ราเมเซสเองก็ต้องเผชิญกับราคาของความภาคภูมิใจในแบบของตัวเอง ความรักแบบพี่น้องที่ยังเหลืออยู่ทำให้ทุกการเผชิญหน้าของทั้งคู่เจ็บปวดกว่าสงครามไหน ๆ เพราะทั้งคู่เข้าใจกันดีที่สุดแต่กลับประนีประนอมกันไม่ได้อีกแล้ว ดนตรีประกอบที่ยิ่งใหญ่และซาวด์ที่กระหึ่มช่วยขับให้การเดินทางครั้งนี้ทั้งสิ้นหวังและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน เราจะรู้สึกลุ้น เหนื่อย และเอาใจช่วยไปพร้อมกับพวกเขาโดยไม่ต้องมีฉากหวือหวาเกินจริง เพราะความดิบของโคลน เหงื่อ และยุทธวิธีแบบสงครามโบราณมันทำให้ทุกก้าวดูมีน้ำหนักจริง ๆ ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร เราว่าเหมาะมากกับคนที่ชอบหนังมหากาพย์อิงตำนานที่ดูได้ทั้งครอบครัวหรือจะดูคนเดียวในคืนที่อยากหาอะไรหนักแน่นดูสักเรื่อง สายดราม่าความสัมพันธ์จะอินกับปมพี่น้องที่รักกันแต่ต้องอยู่คนละฝั่ง สายผจญภัยสายสงครามจะอิ่มกับงานสร้างอลังการ กองทัพ รถม้าศึก และการอพยพครั้งใหญ่กลางทะเลทราย ส่วนคนที่ชอบหนังที่ชวนคิดเรื่องศรัทธา อัตลักษณ์ และความเป็นผู้นำก็จะได้อะไรกลับไปคิดต่อเยอะเลย ดูจบแล้วมันไม่ได้ทิ้งแค่ภาพจำของความยิ่งใหญ่ แต่ทิ้งคำถามอุ่น ๆ ไว้ในใจว่า อิสรภาพที่แท้จริงต้องแลกมาด้วยอะไร และหัวใจของเราจะกล้าพอไหมถ้าต้องลุกขึ้นเพื่อคนอื่นสักครั้ง

เรื่องย่อ Exodus: Gods and Kings

ถ้าเราเติบโตมาในวังที่อบอุ่น มีพี่ชายที่รบเคียงกันมาตลอด แล้ววันหนึ่งกลับรู้ว่าเลือดของเรามาจากคนที่ถูกกดขี่อยู่ใต้บันไดวังนั้น เราจะเลือกทางไหนกันนะ เอ็กโซดัส: ก็อดส์ แอนด์ คิงส์ พาเรากลับไปยืนอยู่ตรงทางแยกนั้นพร้อมกับโมเสส ชายที่เคยมีทุกอย่างแต่ใจเริ่มสั่นไหวเมื่อความจริงค่อย ๆ เปิดออก

โมเสสที่เราเจอตอนต้นเรื่องไม่ใช่ผู้วิเศษหรือผู้นำตั้งแต่แรก เขาเป็นแม่ทัพหนุ่มที่เติบโตในราชสำนักอียิปต์ ใช้ชีวิตเยี่ยงเจ้าชายเคียงข้างราเมเซสเหมือนพี่น้องแท้ ๆ ทั้งคู่โตมาด้วยกัน เล่นด้วยกัน ออกรบด้วยกัน และต่างก็ผูกพันกับฟาโรห์ผู้เป็นพ่อในแบบของตัวเอง โมเสสต้องการเพียงทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อบ้านที่เขาเชื่อว่าเป็นบ้านของเขา แต่ลึก ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่เข้าที่ เวลามองเห็นทาสชาวฮีบรูนับแสนที่ถูกเกณฑ์มาสร้างวิหาร สร้างรูปปั้น สร้างเมืองทั้งเมืองด้วยมือเปล่าท่ามกลางแดดที่แผดเผาเหนือแม่น้ำไนล์ เสียงโซ่ เสียงแส้ และแววตาที่เหนื่อยล้าของคนเหล่านั้นมันคอยสะกิดใจเขาอยู่เงียบ ๆ ว่าอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่เขาภูมิใจนั้นจ่ายมาด้วยราคาที่โหดร้ายแค่ไหน และสำหรับใครที่อยากสัมผัสความยิ่งใหญ่แบบเต็มอารมณ์ การ ดูหนัง เอ็กโซดัส: ก็อดส์ แอนด์ คิงส์ เต็มเรื่อง จะพาเราเข้าไปอยู่ในบรรยากาศของอียิปต์โบราณตั้งแต่ภาพแรก ทั้งฝุ่นทะเลทราย แสงทองเหนือพีระมิด และความขลังของวิหารที่ทำให้เรารู้สึกตัวเล็กไปเลยเมื่ออยู่ตรงหน้า

จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่ออดีตของโมเสสถูกเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วเขามีเชื้อสายฮีบรู ไม่ใช่เลือดของราชวงศ์อย่างที่เขาเข้าใจมาตลอด ความรู้ข้อนี้ไม่ได้มาแค่เป็นข้อมูล แต่มาเป็นแรงสั่นสะเทือนทั้งตัวตน ความรู้สึกผิด ความสับสน และคำถามว่าแล้วที่ผ่านมาฉันคือใครกันแน่ ราเมเซสที่ขึ้นเป็นฟาโรห์องค์ใหม่เองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน เพราะเขารักโมเสสแบบพี่ชาย แต่ในฐานะกษัตริย์เขาต้องรักษาบัลลังก์ ศักดิ์ศรีของอาณาจักร และความเชื่อว่าอียิปต์อยู่ได้เพราะระเบียบและการควบคุม เขาจึงเลือกขับโมเสสออกไปจากวัง จากแม่ทัพที่เคยยืนข้างกันกลายเป็นคนแปลกหน้าที่ต้องเอาตัวรอดกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง โมเสสต้องเรียนรู้ชีวิตแบบใหม่ทั้งหมด จากคนที่เคยสั่งการกองทัพกลายมาเป็นคนเลี้ยงแพะ มีครอบครัว มีชีวิตสงบ ๆ ที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัส แต่เสียงเรียกในใจก็ยังไม่หายไป โดยเฉพาะเมื่อเขาได้สัมผัสกับศรัทธาและนิมิตที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองได้รับมอบหมายให้กลับไปช่วยพี่น้องร่วมสายเลือดของเขาที่กำลังทนทุกข์อยู่ หนังของ คริสเตียน เบล ถ่ายทอดช่วงเวลานี้ได้น่าประทับใจมาก เพราะเราเห็นชัดเลยว่านี่ไม่ใช่ฮีโร่ที่มั่นใจตั้งแต่ต้น แต่เป็นคนธรรมดาที่กลัว ลังเล และยังโกรธ แต่ก็ไม่อาจเมินต่อความทุกข์ตรงหน้าได้อีกต่อไป

เมื่อโมเสสกลับไปอียิปต์ในฐานะผู้เรียกร้องอิสรภาพให้กับทาสชาวฮีบรูนับแสน ความสัมพันธ์ของพี่น้องจึงกลายเป็นสงครามของความเชื่ออย่างแท้จริง โมเสสไม่ได้ต้องการล้มราเมเซสเพราะความแค้น เขาต้องการแค่ขอให้ปล่อยคนของเขาให้ได้เดินออกไปมีชีวิตของตัวเอง แต่สำหรับราเมเซสที่รับบทโดยโจเอล เอ็ดเกอร์ตันอย่างเข้มข้นและมีมิติ การยอมปล่อยทาสทั้งหมดไปไม่ใช่แค่เสียแรงงาน แต่คือการยอมรับว่าอำนาจของฟาโรห์และเทพเจ้าของอียิปต์สั่นคลอนได้ เขาจึงยิ่งแข็งกร้าว ยิ่งยึดแน่น และยิ่งผลักทั้งสองฝ่ายให้เดินหน้าเข้าหาภัยพิบัติที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ช่วงกลางเรื่องเลยเต็มไปด้วยความตึงเครียดแบบค่อย ๆ บีบ ทั้งการเจรจาที่ล้มเหลว ความดื้อรั้นของผู้นำทั้งสองฝั่ง และความหวังริบหรี่ของชาวฮีบรูที่ทั้งอยากเชื่อในโมเสสแต่ก็กลัวการลงโทษ กลัวการเดินทางที่ไม่รู้ปลายทาง และกลัวว่าศรัทธาในสิ่งที่มองไม่เห็นจะพาพวกเขาไปสู่ความตายหรือเปล่า ริดลีย์ สก็อตต์เล่าตรงนี้ด้วยสเกลแบบมหากาพย์จริง ๆ ทั้งขบวนทาสที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา รถม้าศึก กองทัพอียิปต์อันเกรียงไกร สถาปัตยกรรมวิหารอันโอฬาร ไปจนถึงภัยพิบัติที่ถาโถมเข้ามาทีละระลอกอย่างน่าเกรงขาม แต่ภายใต้ภาพใหญ่เหล่านั้น เรายังได้ยินเสียงหัวใจของคนตัวเล็ก ๆ เสมอ ทั้งแม่ที่กอดลูกแน่นตอนกลางคืน คนแก่ที่สวดภาวนาเบา ๆ และผู้นำที่ต้องแบกความกลัวของทุกคนไว้บนบ่าโดยแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ดูแล้วอิ่มใจทั้งที่ฉากหลังโหดร้ายก็คือมันไม่ได้เล่าแค่การหนี แต่เล่าการเติบโตของคนทั้งขบวนผ่านทะเลทรายและหุบเขาอันโหดร้าย โมเสสต้องเรียนรู้การเป็นผู้นำที่ไม่ใช่แค่สั่งรบ แต่คือการรับฟัง การอดทน และการประคองศรัทธาของคนหกแสนคนที่เหนื่อย หิว และตั้งคำถามกับเขาตลอดทาง ขณะที่ราเมเซสเองก็ต้องเผชิญกับราคาของความภาคภูมิใจในแบบของตัวเอง ความรักแบบพี่น้องที่ยังเหลืออยู่ทำให้ทุกการเผชิญหน้าของทั้งคู่เจ็บปวดกว่าสงครามไหน ๆ เพราะทั้งคู่เข้าใจกันดีที่สุดแต่กลับประนีประนอมกันไม่ได้อีกแล้ว ดนตรีประกอบที่ยิ่งใหญ่และซาวด์ที่กระหึ่มช่วยขับให้การเดินทางครั้งนี้ทั้งสิ้นหวังและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน เราจะรู้สึกลุ้น เหนื่อย และเอาใจช่วยไปพร้อมกับพวกเขาโดยไม่ต้องมีฉากหวือหวาเกินจริง เพราะความดิบของโคลน เหงื่อ และยุทธวิธีแบบสงครามโบราณมันทำให้ทุกก้าวดูมีน้ำหนักจริง ๆ

ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร เราว่าเหมาะมากกับคนที่ชอบหนังมหากาพย์อิงตำนานที่ดูได้ทั้งครอบครัวหรือจะดูคนเดียวในคืนที่อยากหาอะไรหนักแน่นดูสักเรื่อง สายดราม่าความสัมพันธ์จะอินกับปมพี่น้องที่รักกันแต่ต้องอยู่คนละฝั่ง สายผจญภัยสายสงครามจะอิ่มกับงานสร้างอลังการ กองทัพ รถม้าศึก และการอพยพครั้งใหญ่กลางทะเลทราย ส่วนคนที่ชอบหนังที่ชวนคิดเรื่องศรัทธา อัตลักษณ์ และความเป็นผู้นำก็จะได้อะไรกลับไปคิดต่อเยอะเลย ดูจบแล้วมันไม่ได้ทิ้งแค่ภาพจำของความยิ่งใหญ่ แต่ทิ้งคำถามอุ่น ๆ ไว้ในใจว่า อิสรภาพที่แท้จริงต้องแลกมาด้วยอะไร และหัวใจของเราจะกล้าพอไหมถ้าต้องลุกขึ้นเพื่อคนอื่นสักครั้ง

ดู Exodus: Gods and Kings ออนไลน์

นักแสดง

ป้ายกำกับ

คำค้นหายอดนิยม

  • ราเมเซส
  • การอพยพสู่อิสรภาพ
  • หนังมหากาพย์
  • หนังผจญภัย