

Insidious: The Red Door
เรื่องย่อ Insidious: The Red Door
ถ้าลืมเรื่องที่เจ็บที่สุดในชีวิตไปได้จริง ๆ มันจะดีกว่าไหมนะ นี่คือคำถามที่ลอยอยู่ในใจตลอดเวลาตอนที่ได้ดู วิญญาณตามติด: ประตูผีผ่าน จบ เพราะเรื่องราวของพ่อลูกคู่นี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยผีหลอกตุ้งแช่ แต่มันเริ่มจากความรู้สึกห่างเหินแบบที่หลายครอบครัวเป็นกัน อยู่บ้านเดียวกันแต่เหมือนมีกำแพงบาง ๆ กั้นไว้ คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง มองหน้ากันแล้วก็ไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนดี จอช Lambert ผู้เป็นพ่อก็เป็นผู้ชายวัยกลางคนที่ดูเหนื่อยล้ากับชีวิต ทั้งเรื่องงาน เรื่องหย่าร้างกับเรไน และเรื่องความทรงจำที่ขาดหายไปเป็นช่วง ๆ เหมือนมีบางส่วนของชีวิตที่ถูกฉีกออกไปจากหัว ส่วนดัลตันลูกชายคนโตก็กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยพอดี เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อยากเป็นตัวของตัวเอง อยากเป็นศิลปิน อยากพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งพอโดยไม่ต้องพึ่งชื่อเสียงของครอบครัว แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็ฝันร้ายบ่อย ๆ ฝันเห็นประตูสีแดงบานหนึ่ง ฝันเห็นทางเดินมืด ๆ ที่ทอดยาวไม่สิ้นสุด และตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกว่าเคยเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นกับตัวเองตอนเด็ก แต่ก็นึกไม่ออกสักทีว่าเรื่องนั้นคืออะไรกันแน่ ชีวิตของสองพ่อลูกเหมือนคนที่พยายามเดินไปข้างหน้าทั้งที่ยังสะพายกระเป๋าหนัก ๆ ไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว จอชเองก็พยายามจะเป็นพ่อที่ดีในแบบที่เขาทำได้ เขาขับรถไปส่งดัลตันที่มหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง ช่วยขนของเข้าหอ พยายามชวนคุย พยายามจะซ่อมความสัมพันธ์ที่แตกร้าวมาหลายปี แต่ยิ่งพยายามมันก็ยิ่งเก้งก้าง ยิ่งพูดก็ยิ่งผิดจังหวะ จนดัลตันเองก็เริ่มถอยห่าง เพราะเขารู้สึกว่าพ่อไม่เคยเข้าใจความกดดันที่เขาต้องเจอเลย ทั้งการต้องปรับตัวกับเพื่อนใหม่ อาจารย์ใหม่ วิชาศิลปะที่ท้าทายให้เขาต้องขุดลึกเข้าไปในจิตใจตัวเองเพื่อสร้างงานที่มีความหมาย อาจารย์ของเขามักจะบอกเสมอว่าศิลปะที่ดีต้องมาจากความจริงข้างใน ต้องกล้าที่จะมองเข้าไปในความมืดของตัวเองแล้วดึงมันออกมา ซึ่งสำหรับเด็กคนอื่นมันอาจเป็นแค่คำสอนเท่ ๆ แต่สำหรับดัลตันมันเหมือนกุญแจที่เผลอไปไขประตูบานที่ไม่ควรไข เพราะยิ่งเขาวาด เขายิ่งเห็นภาพเดิม ๆ วนกลับมา ทั้งใบหน้าบิดเบี้ยวในความมืด ทั้งแสงสีแดงที่ลอดออกมาจากหลังประตู ทั้งเสียงกระซิบที่เรียกชื่อเขาเบา ๆ เหมือนมาจากที่ไกลแสนไกล และที่น่ากลัวที่สุดคือเขาเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองบางครั้งก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเองอีกต่อไป เหมือนเวลาหลับแล้วจิตหลุดลอยไปที่ไหนสักแห่งที่เรียกว่าโลกวิญญาณ ในอีกมุมหนึ่ง จอชก็กำลังเผชิญกับการเดินทางของตัวเองที่ไม่ได้ง่ายไปกว่ากันเลย หลังจากที่ความทรงจำบางส่วนของเขาเคยถูกลบหรือถูกปิดผนึกไว้เพื่อให้ลืมเรื่องสยองในอดีต เขาก็ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติมาหลายปี แต่จริง ๆ แล้วข้างในมันกลวง มันโหวง มันมีความหงุดหงิดและความเศร้าที่อธิบายไม่ได้ติดค้างอยู่ตลอด เขาเริ่มมีอาการแปลก ๆ เห็นภาพหลอน ได้ยินเสียง หรือบางครั้งก็เผลอทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว จนต้องกลับไปทบทวนว่าสิ่งที่ครอบครัวของเขาเคยเจอเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้นมันจบลงจริง ๆ แล้วหรือยัง ความสัมพันธ์กับแม่ของเขาเอง กับอดีตภรรยา และกับลูกชายคนเล็กอย่างฟอสเตอร์ ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกผิด เพราะเขารู้ว่าตัวเองเป็นพ่อที่หายไปจากบ้านทั้งในเชิงร่างกายและจิตใจ เขาอยากจะแก้ไข อยากจะปกป้องลูก แต่เขาจะปกป้องลูกจากสิ่งที่มองไม่เห็นได้อย่างไรในเมื่อตัวเขาเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นคืออะไร ความกลัวของจอชเลยไม่ใช่แค่กลัวผี แต่มันคือกลัวว่าตัวเองจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกต้องเจ็บปวด กลัวว่าความเงียบและความไม่เข้าใจกันที่ผ่านมาจะผลักให้ดัลตันต้องเผชิญหน้ากับความมืดเพียงลำพัง สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ดูแล้วใจเต้นไม่ใช่แค่ฉากตกใจหรือเสียงดัง ๆ แต่มันคือบรรยากาศของการค่อย ๆ ดำดิ่งลงไปทีละนิด เหมือนเราดำน้ำลงไปในที่มืดแล้วแสงจากข้างบนก็ค่อย ๆ เลือนหายไป โลกวิญญาณในภาคนี้ถูกเล่าออกมาได้น่าอึดอัดและเหงากว่าที่เคย มันไม่ใช่แค่บ้านผีสิงที่มีผีกระโดดออกมา แต่มันคือสถานที่ที่เก็บเอาความทรงจำที่เราพยายามลืม ความโกรธ ความเสียใจ และความลับของครอบครัวเอาไว้ทั้งหมด ประตูสีแดงบานนั้นก็เลยเหมือนสัญลักษณ์ของหัวใจที่ปิดตาย ไม่ยอมพูด ไม่ยอมฟัง ไม่ยอมให้อภัยกัน จนสุดท้ายมันก็กลายเป็นช่องให้สิ่งไม่ดีแทรกเข้ามา การที่สองพ่อลูกต้องกลับเข้าไปในที่แห่งนั้นพร้อมกันทั้งที่ยังโกรธกันอยู่ มันเลยทั้งน่ากลัวทั้งน่าเอาใจช่วย เพราะเราจะเห็นเลยว่าทุกครั้งที่พวกเขาก้าวลึกเข้าไปอีกก้าว พวกเขาก็ต้องยอมรับความจริงเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้นอีกนิด ว่าที่ผ่านมาไม่ได้ลืมจริง ๆ แค่แกล้งทำเป็นลืม ว่าแผลในใจถ้าไม่ทำความสะอาดมันก็ไม่มีวันหาย และว่าความเป็นพ่อลูกนั้นบางทีก็ต้องใช้ความกล้ามากกว่าความรักเสียอีก กล้าที่จะขอโทษ กล้าที่จะฟังโดยไม่เถียง กล้าที่จะอยู่ข้าง ๆ กันในวันที่น่ากลัวที่สุด ใครที่อยาก ดูหนัง วิญญาณตามติด: ประตูผีผ่าน เต็มเรื่อง แบบใช้สมาธิดูกับบรรยากาศเงียบ ๆ หน่อยจะยิ่งอิน เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ ทั้งเสียง ทั้งงานภาพ ทั้งสีที่ใช้เล่าเรื่องความทรงจำนั้นทำมาถึงมาก ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร ก็ต้องบอกเลยว่าเหมาะมากกับคนที่ชอบหนังผีที่มีหัวใจแบบครอบครัวเป็นแกนหลัก ไม่ใช่แค่ผีหลอกเอามันส์แล้วจบไป แต่เป็นหนังที่ดูแล้วจะรู้สึกจุก ๆ ตรงความสัมพันธ์พ่อลูกที่เหมือนจะสายไปแล้วแต่ก็ยังอยากยื้อไว้ หนังของ แพทริค วิลสัน ในรอบนี้เลยมีทั้งความอบอุ่นและความเปราะบางในคนเดียวกัน ดูแล้วจะเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงผูกพันกับจักรวาลนี้มากขนาดนี้ ส่วนคนที่ติดตามมาตั้งแต่ภาคแรกจะยิ่งผูกพัน เพราะมันเหมือนการกลับมาปิดบทสรุปของครอบครัว Lambert ที่เราเฝ้ามองมาตั้งแต่ดัลตันยังเป็นเด็กน้อยนอนโคม่าอยู่บนเตียง มาจนวันนี้เขาโตเป็นหนุ่มมหาวิทยาลัยแล้ว ส่วนคนที่ไม่เคยดูภาคก่อนเลยก็ดูรู้เรื่องนะ แค่อาจจะอินน้อยลงนิดหน่อยในเรื่องรายละเอียดเก่า ๆ แนะนำให้ชวนกันดูกับครอบครัวในคืนวันหยุดที่อยากได้ทั้งลุ้นทั้งซึ้ง หรือจะดูคนเดียวตอนกลางคืนเงียบ ๆ ใส่หูฟังให้เสียงมันโอบรอบตัวก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ เป็นหนังผีที่ไม่ได้ทิ้งแค่ความกลัวไว้หลังดูจบ แต่มันทิ้งคำถามเบา ๆ ไว้ในใจว่าในบ้านของเราเอง มีประตูบานไหนที่เราปิดตายไว้โดยไม่กล้าเปิดคุยกันหรือเปล่า และถ้าวันหนึ่งต้องกล้าเปิดมันออก เราจะกล้าจับมือคนที่เรารักแล้วก้าวไปด้วยกันไหม
ดู Insidious: The Red Door ออนไลน์
ยังไม่มีไฟล์สำหรับเล่นในขณะนี้
นักแสดง

ไท ซิมป์กินส์

แพทริค วิลสัน

Sinclair Daniel

Hiam Abbass

Andrew Astor

David Call

Steve Coulter

Peter Dager

โรส เบิร์น

Lin Shaye

Juliana Davies

Joseph Bishara
ป้ายกำกับ
คำค้นหายอดนิยม
- หนังสยองขวัญ
- ความสัมพันธ์พ่อลูก
- ประตูสีแดง
- โลกวิญญาณ
- ความทรงจำที่หายไป
- ฝันร้าย

