

La La Land
เรื่องย่อ La La Land
เคยสงสัยไหมว่าถ้าเรารักใครสักคนมาก ๆ กับรักความฝันของตัวเองมาก ๆ เหมือนกัน แล้วสุดท้ายเราจะต้องเลือกอะไร นครดารา พาเรากลับไปที่คำถามนั้นตั้งแต่ฉากแรกที่รถติดยาวบนทางด่วนลอสแอนเจลิส ท่ามกลางเสียงแตร เสียงถอนหายใจ และแสงแดดจ้าของเมืองที่ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นเมืองแห่งโอกาส ใครที่กำลังคิดจะ ดูหนัง นครดารา เต็มเรื่อง อาจจะเตรียมใจไว้ว่าเป็นหนังเพลงหวาน ๆ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่รออยู่คือเรื่องของคนสองคนที่เหงาเหมือนกัน ดื้อเหมือนกัน และกำลังพยายามประคองหัวใจของตัวเองไม่ให้ดับไปในเมืองใหญ่ มีอาเป็นสาวเสิร์ฟกาแฟในร้านแถวสตูดิโอหนังที่วิ่งไปออดิชันครั้งแล้วครั้งเล่า โดนปฏิเสธจนชินแต่ก็ยังท่องบทในรถ ยังแต่งตัวไปอย่างดีที่สุดทุกครั้งเพราะลึก ๆ เธอเชื่อว่าสักวันจะมีคนมองเห็น ส่วนเซบาสเตียนเป็นนักเปียโนแจ๊สที่รักเสียงเปียโนเก่า ๆ รักบาร์โทรม ๆ รักความไม่สมบูรณ์แบบของดนตรีสดยิ่งกว่าอะไร เขาเฝ้าฝันว่าอยากมีคลับเล็ก ๆ ของตัวเองสักที่ ที่ไม่ต้องเล่นเพลงตามใจลูกค้า ไม่ต้องประนีประนอมกับสิ่งที่เขาเชื่อ ทั้งคู่เจอกันแบบไม่น่ารักเลยในตอนแรก แค่บีบแตรใส่กันบนถนน แค่เดินสวนกันในงานปาร์ตี้ แต่เมืองนี้มันเล็กสำหรับคนช่างฝัน พวกเขาก็เลยวนกลับมาเจอกันอีกจนได้ สิ่งที่ทำให้เราผูกพันกับมีอากับเซบาสเตียนเร็วมากก็เพราะทั้งคู่ไม่ได้สมบูรณ์แบบเลย มีอาเป็นคนสดใส ช่างพูด ช่างจินตนาการ แต่ข้างในก็เต็มไปด้วยความกลัวว่าจะไม่ดีพอ เธอรักการแสดงเพราะอยากเล่าเรื่องของคนอื่น แต่ทุกครั้งที่ยืนอยู่หน้ากรรมการ เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกตัดสินคุณค่าในฐานะคนคนหนึ่ง เธอเลยทั้งอยากพุ่งไปข้างหน้าและอยากถอยกลับบ้านพร้อมกัน ส่วนเซบาสเตียนภายนอกดูเป็นคนกวน ๆ ปากแข็ง ยึดมั่นในหลักการจนบางทีก็ดูไม่ฟังใคร แต่จริง ๆ แล้วเขาแค่กลัวว่าสิ่งที่เขารักกำลังจะหายไปจากโลก เขามองเห็นแจ๊สเป็นเหมือนบ้านหลังหนึ่งที่กำลังจะโดนรื้อ แล้วเขาอยากเป็นคนสุดท้ายที่ยังเปิดไฟไว้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เลยเริ่มจากความเป็นเพื่อนที่เข้าใจความประหลาดของกันและกัน เขาพาเธอไปฟังแจ๊สในร้านแคบ ๆ อธิบายว่าทำไมเสียงแซกโซโฟนเพี้ยนนิด ๆ ถึงทำให้ใจเต้น เธอพาเขาไปดูหนังเก่า ๆ เล่าให้ฟังว่าทำไมดวงตาของนักแสดงคนหนึ่งถึงทำให้เธออยากร้องไห้ มันเป็นความรักที่ค่อย ๆ ก่อตัวจากการได้เป็นตัวเองโดยไม่ต้องอธิบายเยอะ เป็นที่พักใจในวันที่โลกข้างนอกใจร้าย หนังของ ไรอัน กอสลิ่ง กับ เอ็มมา สโตน เลยมีเสน่ห์ตรงเคมีแบบนี้แหละ คือไม่ได้หวานตลอดเวลา แต่เป็นความสบายใจที่ทำให้เราอยากยิ้มตามเวลาทั้งคู่หยอกล้อกัน เต้นรำกันบนเนินเขายามค่ำคืน หรือแค่เดินคุยกันไปเรื่อย ๆ ใต้แสงไฟเมือง แต่ชีวิตจริงไม่ใจดีเหมือนฉากเต้นรำ และตรงนี้แหละที่เรื่องค่อย ๆ เปลี่ยนโทนจากความหวานให้กลายเป็นความอิ่มปนขมอย่างละมุนละไม เมื่อความรักเริ่มมั่นคง ความฝันกลับเริ่มเรียกร้องมากขึ้น มีอาตัดสินใจลุกขึ้นมาเขียนบทละครเวทีคนเดียว เล่นคนเดียว เช่าโรงละครเล็ก ๆ ด้วยเงินเก็บของตัวเอง เพราะเธอเหนื่อยกับการรอให้ใครสักคนเลือกเธอแล้ว เธออยากเลือกตัวเองดูบ้าง ส่วนเซบาสเตียนก็เจอทางแยกที่เจ็บปวดไม่แพ้กัน ระหว่างการยึดมั่นจะเล่นแต่แจ๊สเพียว ๆ ที่แทบไม่มีคนจ้าง กับการตอบรับข้อเสนอของเพื่อนเก่าให้ร่วมวงดนตรีสมัยใหม่ที่งานเยอะ เงินดี มีทัวร์ แต่ต้องเล่นในสิ่งที่เขาไม่ได้รักทั้งหมด เขาเลือกทางที่มั่นคงกว่าเพราะอยากมีอนาคตให้เธอดู อยากเป็นแฟนที่ดูแลได้ ไม่ใช่แค่ศิลปินไส้แห้งในห้องเช่า ปัญหาคือยิ่งเขาทำงานหนัก ยิ่งออกทัวร์ ยิ่งห่างบ้าน ความเข้าใจที่เคยมีก็เริ่มมีรอยร้าวเล็ก ๆ เธอนั่งซ้อมบทคนเดียวในห้องเงียบ ๆ เขานั่งอยู่บนเวทีใหญ่ท่ามกลางแสงสีแต่ใจลอยกลับบ้าน ทั้งคู่ยังรักกัน ยังอยากให้อีกฝ่ายสำเร็จ แต่เวลา พลังงาน และทิศทางชีวิตมันไม่เท่ากันอีกต่อไป บทสนทนาที่เคยหยอกล้อกันเริ่มกลายเป็นคำถามจริงจังว่าเรากำลังทำเพื่อกันหรือเพื่อตัวเองกันแน่ ใครต้องถอย ใครต้องรอ และความฝันของใครควรได้ไปก่อน ช่วงนี้ของเรื่องอาจทำให้คนดูใจหาย เพราะมันจริงมาก จริงแบบที่ใครเคยคบกันตอนกำลังสร้างตัวต้องเคยรู้สึก ว่าไม่มีใครผิดเลย แต่ทุกอย่างก็ยังยากอยู่ดี อีกอย่างที่ทำให้เรื่องนี้อยู่ในใจคนดูนานก็คือบรรยากาศของเมืองลอสแอนเจลิสที่เหมือนเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่ง ตอนกลางวันมันคือเมืองแดดแรง รถติด คาเฟ่ที่เต็มไปด้วยคนถือบทท่องในใจ ตอนกลางคืนมันคือเมืองไฟวิบวับ ป้ายนีออน บาร์แจ๊สแคบ ๆ โรงหนังเก่า และท้องฟ้าสีม่วงอมน้ำเงินที่ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนฝัน ดนตรีในเรื่องก็ทำหน้าที่เหมือนเสียงในหัวของตัวละคร มีทั้งท่วงทำนองสดใสเวลาตกหลุมรัก มีทั้งเสียงเปียโนเหงา ๆ เวลานั่งคิดถึงกันอยู่คนละที่ เราจะได้เห็นทั้งโมเมนต์น่ารักชวนหัวเราะอย่างฉากเต้นแท็ปริมสระ ฉากดูหนังด้วยกันแล้วเถียงกันนิด ๆ อย่างคนรักกัน ไปจนถึงฉากเงียบ ๆ ที่แค่มองตากันก็รู้ว่ากำลังเหนื่อย การเล่าไม่ได้รีบเร่งให้ลุ้นตลอดเวลา แต่ค่อย ๆ พาเราไปรู้จักนิสัยดื้อ ๆ น่ารัก ๆ ของทั้งคู่ รู้จักแม่ของมีอา รู้จักพี่สาวของเซบาสเตียน รู้จักเพื่อน ๆ ที่คอยแซวคอยดันหลัง จนเรารู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนบ้านที่แอบเอาใจช่วยอยู่ห่าง ๆ ว่าขอให้ทั้งคู่หาทางไปด้วยกันให้ได้นะ โดยที่เรื่องไม่เคยบอกว่าความสำเร็จต้องหน้าตาแบบไหน และความรักที่ดีต้องจบแบบไหน มันแค่ชวนให้เรามองว่าบางครั้งการเติบโตคือการยอมรับว่าเราเลือกทุกอย่างพร้อมกันไม่ได้ และยังกล้าที่จะฝันต่อแม้จะต้องเจ็บก็ตาม ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร ก็ต้องบอกว่าเหมาะมากกับคนชอบดราม่าอบอุ่นที่ดูแล้วอิ่มใจ ไม่ว่าจะดูกับแฟนในคืนวันหยุด ดูคนเดียวตอนพักผ่อนหลังเลิกงาน หรือดูกับครอบครัวที่มีลูกวัยรุ่นกำลังตามหาความฝันก็ยังได้ คนที่อินกับความสัมพันธ์จะหลงรักบทสนทนาของมีอากับเซบาสเตียนที่ทั้งกวน ทั้งจริงใจ ทั้งเปราะบาง ส่วนสายหนังชีวิตจะได้แรงใจจากภาพของการล้มแล้วลุก การเขียนบทเอง เล่นเอง หาเวทีเองของมีอา และการกัดฟันสู้เพื่อคลับในฝันของเซบาสเตียน แม้แต่คนที่ไม่ใช่คอหนังเพลงก็น่าจะเพลินได้เพราะจังหวะเล่าไหลลื่นเหมือนฟังเพลง มีทั้งช่วงยิ้มกว้างและช่วงน้ำตาซึมสลับกันพอดี ๆ ไม่หนักเกินไป ดูจบแล้วอาจไม่ได้รู้สึกฟูแบบเทพนิยาย แต่จะรู้สึกเหมือนเพิ่งคุยกับเพื่อนเก่าที่เข้าใจหัวใจคนช่างฝัน เป็นความเหงาสวย ๆ ที่ทิ้งท่วงทำนองไว้ในใจไปอีกหลายวัน โดยไม่ต้องรู้ตอนจบก่อนก็สัมผัสได้เลยว่านี่คือหนังที่อยากชวนให้เรากอดความฝันของตัวเองไว้แน่น ๆ แล้วก็กอดคนที่เรารักไว้ดี ๆ ในเวลาเดียวกัน
ดู La La Land ออนไลน์
นักแสดง
ป้ายกำกับ
คำค้นหายอดนิยม
- หนังเพลง
- ความฝันกับความรัก
- นักแสดงสาว
- ดนตรีแจ๊ส













