

Swords of Legends: Soul and Blade
เรื่องย่อ Swords of Legends: Soul and Blade
ลองหลับตาแล้วนึกภาพแผ่นดินเก่าแก่ที่ขุนเขาสูงเสียดเมฆา หมอกลอยเอื่อยเหนือหลังคากระเบื้องของสำนักบำเพ็ญเพียร เสียงพิณแว่วมาจากที่ไกล ๆ ราวกับโลกทั้งใบยังหายใจช้า ๆ อย่างสงบสุขอยู่นะ แต่ภายใต้ความเงียบงามแบบนั้นกลับมีลมหายใจเย็นเยียบของดาบในตำนานอย่างเฝินจี้ซ่อนอยู่ ดาบเล่มนี้ไม่ใช่แค่ของมีคมธรรมดา เพราะข้างในมันกักเก็บทั้งวิญญาณที่แตกสลาย ความทรงจำที่ลืมไม่ลง และความผิดที่เคยทำไว้บนสวรรค์ ใครก็ตามที่ชะตาพาให้เข้าไปผูกพันกับมัน ก็เหมือนต้องเอาทั้งชีวิตและหัวใจตัวเองเป็นเดิมพัน โดยที่ความพังทลายนั้นอาจลามไปถึงชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยด้วย คนที่ต้องยืนอยู่กลางปมนี้คนแรกก็คือ ไป๋หลี่ถูซู (Baili Tusu) ที่ Bai Shu ถ่ายทอดออกมาได้นิ่งลึกและเจ็บปวดมาก เขาเป็นหนุ่มที่แบกดาบไว้ในกายเหมือนแบกชะตาของคนอื่นเอาไว้ทั้งชีวิต ทั้งที่ในใจลึก ๆ ก็แค่อยากปกป้องคนที่รักให้ปลอดภัยก็พอ อีกฟากหนึ่งคือ โอวหยางเส้ากง (Ouyang Shaogong) ที่ Jiang Zhenhao เล่นได้อย่างมีเสน่ห์และน่าใจหายในเวลาเดียวกัน เขาเป็นหมอผู้อ่อนโยนที่ใครเห็นก็ไว้ใจ แต่ข้างในกลับมีเงาของอดีตชาติอย่างเซียนฉางฉินตามมาหลอกหลอนไม่เคยห่าง และคนที่เข้ามาเปลี่ยนจังหวะหัวใจของทั้งคู่ก็คือ เฝิงฉิงเสวี่ย (Feng Qingxue) สาวน้อยบริสุทธิ์ใจที่ 梁婧嫻 เล่นได้น่ารักจนเราอดเอาใจช่วยไม่ได้ เธอไม่ได้มีพลังที่สุด แต่เธอมีความกล้าที่จะอยู่ข้าง ๆ คนที่รักแม้ในวันที่โลกทั้งใบหันหลังให้ บรรยากาศรอบตัวพวกเขาจะพาเราล่องไปตั้งแต่ตำหนักเมฆบนสวรรค์ที่เย็นเยียบและห่างเหิน ลงมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีกลิ่นกับข้าวกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ไปจนถึงสำนักฝึกกระบี่อย่างเทียนยงที่เคร่งขรึมแต่ก็อบอุ่นเหมือนบ้านหลังที่สอง ที่นั่นมีทั้งศิษย์พี่อย่างหลิงเยว่ (Ling Yue) ที่เข้มงวดแต่ใจดี มีเพื่อนซี้สายฮาอย่างฟางหลันเซิง (Fang Lansheng) กับเซียงหลิง (Xiangling) ที่ Huang Yi เล่นได้สดใสมีชีวิตชีวามาก ยังมีทั้งซวินฟาง (Xunfang) ผู้แสนอ่อนโยน และเงาร้ายอย่างเล่ยเยี่ยน (Lei Yan) ที่คอยขยับอยู่มุมมืด ทุกสถานที่ไม่ได้เป็นแค่ฉากสวย ๆ นะ แต่มันทำให้เรารู้สึกว่าโลกใบนี้มีชีวิตจริง มีคนที่รักกัน โกรธกัน และมีรอยยิ้มที่ควรค่าแก่การปกป้อง จนพอภัยจากดาบเริ่มขยับเข้ามาใกล้ เราเลยพลอยใจหายไปด้วยว่าสิ่งสวยงามเหล่านี้จะสลายไปหรือเปล่า สิ่งที่ทำให้เราดูแล้วหน่วงในใจที่สุดไม่ใช่ฉากสู้กันด้วยพลังเหนือธรรมชาติหรอก แต่เป็นความรู้สึกข้างในของแต่ละคนต่างหาก ถูซูที่ยิ่งอยากปกป้องก็ยิ่งกลัวว่าตัวเองจะเป็นภัยเสียเอง เส้ากงที่ยิ่งไขว่คว้าหาทางกลับไปเป็นตัวเองก็ยิ่งหลงทางไกลออกไปเรื่อย ๆ ส่วนฉิงเสวี่ยก็เป็นตัวแทนของความรักที่ไม่ยอมแพ้เลยแม้ต้องเดินทางไกลข้ามภูเขาข้ามทะเล พร้อมกับประคองดวงวิญญาณของคนรักไว้แนบอก มันทั้งอบอุ่นทั้งเจ็บปวดในคราวเดียวกัน เหมือนกำลังถามเราเบา ๆ ว่าถ้าเป็นเรา เราจะกล้ายอมแลกทุกอย่างเพื่อรักษาคนคนเดียวไว้ไหม แล้วความผิดในอดีตควรตามมาลงโทษเรากันไปถึงเมื่อไหร่ การได้เห็นพวกเขาค่อย ๆ เรียนรู้ความหมายของการให้อภัยและการปล่อยวางเลยทำให้ทุกตอนมีความหมายมากกว่าการลุ้นว่าใครจะชนะ เพราะฉะนั้นถ้าคืนนี้กำลังมองหาเรื่องแฟนตาซีที่ทั้งยิ่งใหญ่และละมุนหัวใจในเวลาเดียวกัน อยากชวนให้ลองเปิดใจดูกันสักครั้งนะ มาดูว่าดาบเล่มเดียวจะพาหัวใจของคนหลายคนไปได้ไกลแค่ไหน แล้วเอาใจช่วยไปพร้อมกันว่าท่ามกลางชะตาที่ผูกกันแน่นขนาดนี้ พวกเขาจะหาทางประคองทั้งใต้หล้าและความรักของตัวเองไว้ได้อย่างไรโดยไม่ต้องปล่อยมือจากใครไปเลย
