
รับบทNiko
นักแสดง
รับบทNiko
#1 แนะนำ
2024 
อะโพคาลิปซิส เซต้า: จุดเริ่มต้นของจุดจบ
ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วโลกทั้งใบไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เราจะยังเป็นคนเดิมได้อยู่ไหม นี่คือคำถามที่ลอยอยู่ในใจของมาเนลตั้งแต่ภาพแรกของ อะโพคาลิปซิส เซต้า: จุดเริ่มต้นของจุดจบ เรื่องราวที่พาเราไปติดอยู่ในสเปนช่วงที่ข่าวโรคประหลาดเริ่มหนาหูขึ้นทุกวัน ตอนแรกมันก็เหมือนข่าวไกลตัวที่เราเลื่อนผ่านนั่นแหละ แต่แป๊บเดียวเสียงไซเรน เสียงเฮลิคอปเตอร์ เสียงเพื่อนบ้านที่เริ่มผิดปกติ มันก็ค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้จนประชิดหน้าประตูบ้าน มาเนลไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ฮีโร่ที่ไหนเลย เขาเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่เพิ่งเสียคนสำคัญในชีวิตไปและยังทำใจไม่ได้ดี กำลังใช้ชีวิตเงียบ ๆ กับเจ้าแมวส้มตัวอ้วนที่เป็นเหมือนครอบครัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ แล้วจู่ ๆ โลกข้างนอกก็กลายเป็นเขตอันตรายที่ไว้ใจใครไม่ได้อีก สำหรับใครที่กำลังหา ดูหนัง อะโพคาลิปซิส เซต้า: จุดเริ่มต้นของจุดจบ เต็มเรื่อง แบบที่อยากได้ทั้งความลุ้นและความรู้สึกอิ่ม ๆ ในใจไปพร้อมกัน เรื่องนี้คือตัวเลือกที่อยากชวนให้ลองเปิดใจดูกันสักคืน เพราะมันไม่ได้เริ่มด้วยระเบิดตูมตาม แต่มันเริ่มด้วยความเงียบในบ้านหลังหนึ่งที่ค่อย ๆ น่ากลัวขึ้นทุกที สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับมาเนลเร็วมากก็คือ เขาไม่ได้อยากกอบกู้โลกเลย เขาอยากแค่รอดไปวัน ๆ อย่างมีความเป็นคนเหลืออยู่ก็พอ ช่วงแรกเขาก็เลยเลือกสิ่งที่คนธรรมดาอย่างเราคงทำเหมือนกัน คือล็อกประตูบ้าน ตุนอาหาร ปิดหน้าต่าง ฟังข่าวจากวิทยุและโทรทัศน์ที่สัญญาณเริ่มขาด ๆ หาย ๆ แล้วก็นั่งมองเจ้าแมวเดินไปมาเหมือนพยายามบอกตัวเองว่ายังโอเคอยู่ แต่ความน่ากลัวของจริงมันไม่ใช่แค่พวกผู้ติดเชื้อที่วิ่งพล่านอยู่ข้างนอกนะ มันคือความเหงาและความเงียบข้างในบ้านต่างหาก ลองนึกภาพว่าเราต้องเงี่ยหูฟังทุกเสียงฝีเท้าหน้าบ้าน ต้องกลั้นหายใจเวลาได้ยินเสียงเคาะประตูโดยไม่รู้ว่าเป็นคนหรือเป็นอย่างอื่น ต้องคอยนับกระป๋องอาหารทีละกระป๋องแล้วคำนวณว่าเราจะอยู่ได้อีกกี่วัน หนังของ ฟรานซิสโก ออร์ติซ ถ่ายทอดช่วงเวลานี้ได้ดีมากแบบไม่ต้องพูดเยอะเลย แค่แววตาคนที่เหนื่อยแต่ยังพยายามดูแลแมวให้ได้กินอิ่มก่อนตัวเอง เราก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงยังไม่ยอมแพ้ ความสัมพันธ์ของคนกับแมวในเรื่องนี้เลยไม่ใช่แค่ความน่ารักมาประดับฉาก แต่มันคือเชือกเส้นเล็ก ๆ ที่ดึงเขากลับมาจากความสิ้นหวังในทุกเช้าที่ตื่นมาแล้วโลกยังพังเหมือนเดิม แล้วก็มาถึงจุดที่การอยู่เฉย ๆ ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เมื่อไฟเริ่มดับ น้ำเริ่มไม่มา เสบียงเริ่มหมด และเสียงข้างนอกเริ่มใกล้เข้ามาทุกที มาเนลรู้ดีว่าถ้ายังขังตัวเองอยู่แบบนี้ สุดท้ายก็จะไม่รอดอยู่ดี เขาก็เลยต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือพาแมวใส่กระเป๋าแล้วก้าวออกจากบ้านที่เคยเป็นเซฟโซนไปสู่ถนนที่เขาไม่รู้จักอีกแล้ว ตรงนี้แหละที่จังหวะของเรื่องเริ่มเปลี่ยนจากหนังดราม่าเหงา ๆ กลายเป็นหนังเอาตัวรอดแบบลุ้นจนจิกเบาะ จากตรอกแคบ ๆ ในเมืองที่ต้องวิ่งหลบ ต้องซ่อน ต้องกลั้นหายใจหลังรถที่จอดทิ้งไว้ ไปจนถึงการต้องเรียนรู้ว่าจะไว้ใจใครได้บ้างในโลกที่ทุกคนหวาดกลัวเหมือนกันหมด เขาได้เจอทั้งคนแปลกหน้าที่ดูเหมือนจะช่วยได้ ทั้งกลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อเอาตัวรอด และทั้งคนที่ความกลัวเปลี่ยนให้กลายเป็นอีกคนไปเลย ทุกการเจอกันมันเลยมีคำถามซ่อนอยู่เสมอว่าเราจะยื่นมือให้กันในวันที่ไม่มีอะไรการันตีเลย หรือเราจะหันหลังให้กันเพื่อรอดคนเดียว มาเนลที่ตอนแรกปิดประตูใส่ทุกอย่างก็ค่อย ๆ เรียนรู้ว่าการรอดคนเดียวกับการรอดแบบยังมีความเป็นมนุษย์อยู่มันไม่เหมือนกันเลย อีกครึ่งหลังของการเดินทางจะพาเราออกสู่สเกลที่กว้างขึ้น ทั้งเส้นทางบกที่เต็มไปด้วยด่าน ความวุ่นวาย และผู้ติดเชื้อที่คาดเดาไม่ได้ กับเส้นทางทะเลที่ดูเหมือนจะโล่งแต่จริง ๆ แล้วทั้งโดดเดี่ยวและกดดันไม่แพ้กัน ใครชอบหนังเอาตัวรอดจะสนุกกับดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้มาก เพราะหนังใส่ใจกับความเป็นจริงสุด ๆ ตั้งแต่การหาอาหาร การหาที่หลับนอน การฟังเสียงเครื่องยนต์ไกล ๆ ว่าปลอดภัยหรืออันตราย การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีว่าจะวิ่งหรือจะซ่อน ฉากลุ้นไม่ได้มาแบบเท่ ๆ เอามันอย่างเดียว แต่ทุกครั้งเราจะรู้สึกเลยว่ามาเนลก็กลัวเหมือนเรา เขามือสั่น เขาหายใจแรง เขาเสียใจเวลาต้องทิ้งอะไรไว้ข้างหลัง แต่เขาก็ยังไปต่อเพราะในกระเป๋ามีอีกหนึ่งชีวิตที่ร้องเหมียว ๆ อยู่ข้าง ๆ ความผูกพันตรงนี้แหละที่ทำให้หนังมีความอบอุ่นท่ามกลางบรรยากาศหม่น ๆ เย็น ๆ ชวนอึดอัด มันมีช่วงที่หนังยอมช้าลงให้เราได้พักหายใจ ได้มองท้องฟ้า ได้มองทะเล ได้เห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ของคนที่เจอกันกลางหายนะ แล้วเราจะเข้าใจเลยว่าความกล้าไม่ใช่การไม่กลัว แต่คือการอุ้มความกลัวไว้แล้วเดินต่อทั้งที่ขาสั่นนั่นแหละ ถ้าถามว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร ก็อยากบอกเลยว่าเหมาะกับคนที่ชอบหนังหายนะแบบสมจริง ดูแล้วรู้สึกว่าเออ มันใกล้ตัวจัง ไม่ได้เว่อร์วังเหนือจริงจนจับต้องไม่ได้ เหมาะกับสายดราม่าความสัมพันธ์ที่อยากเห็นการเติบโตของตัวละครธรรมดาคนหนึ่งจากคนที่จมอยู่กับความเศร้ามาเป็นคนที่ยอมเปิดใจดูแลชีวิตอื่นอีกครั้ง และก็เหมาะกับคอหนังสยองขวัญเชิงบรรยากาศที่ไม่ชอบตกใจแบบตุ้งแช่ แต่อยากได้ความกดดันที่ค่อย ๆ บีบเข้ามาทีละนิดมากกว่า จะดูคนเดียวตอนกลางคืนแบบเงียบ ๆ ก็อินดี หรือจะชวนคนในบ้านมาดูด้วยกันแล้วคุยกันต่อว่า ถ้าเป็นเราจะเลือกอยู่บ้านหรือออกเดินทาง ก็ยิ่งสนุกเข้าไปอีก รับรองว่าดูจบแล้วจะไม่ได้จำแค่ฉากวิ่งหนี แต่จะจำภาพผู้ชายคนหนึ่งกับแมวส้มที่พยายามรักษาความเป็นคนเอาไว้ในโลกที่แทบไม่เหลือที่ให้คนอยู่ได้อย่างแน่นอน โดยที่เราไม่ต้องรู้เลยว่าปลายทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะแค่การกล้าก้าวออกไปก็มีความหมายมากพอแล้ว
ดูเลย · พากย์ไทย